Tel: 02-6190044, 086-3201990
Tel: 02-6190044, 086-3201990

ออแพร์ – พิมพ์ ธนัญญา

ออแพร์ พิมพ์ ธนัญญา
Au Pair in Minnetonka, MN
with Johnson Family

ทำไมถึงตัดสินใจเข้าร่วมโครงการออแพร์? 

ตอนแรกที่พิมพ์ ตัดสินใจเข้าร่วมโครงการนี้ เพราะว่า โดยพื้นฐานภาษาอังกฤษเราแย่มาก เราเรียนภาษาอังกฤษที่ไทยเยอะมาก แต่ก็ยังไม่เก่งขึ้นเพราะเวลาเราออกมานอกห้องเรียนเราก็พูดภาษาไทยเหมือนเดิม พิมพ์เลยเริ่มสนใจอยากไปเรียนภาษาที่ต่างประเทศค่ะ เพราะถ้าเราไปเรียนภาษาที่ต่างประเทศยังไงภาษาเราก็ต้องดีขึ้น เราจะใช้สื่อสารทุกวัน ครอบครัวพิมพ์ก็เห็นด้วยนะค่ะ เพราะเขาอยากฝึกให้เราโตขึ้น รู้จักตัดสินใจทำอะไรเอง ที่บ้านเราเลยแนะนำโครงการ Au pair ค่ะ เพราะที่บ้านก็เป็นห่วง ไปต่างประเทศคนเดียว ภาษาอังกฤษก็ไม่ดี จะอยู่ได้ไหม แต่ถ้าหาเพื่อนไปด้วยก็กลัวจะเกาะกลุ่มคุยกันแต่ภาษาไทย แต่ถ้าเราไปกับโครงการ Au pair เราจะอยู่กับโฮสซึ่งเหมือนมีผู้ปกครองคอยดูแลเรา และได้ทำงานโดยการเลี้ยงเด็ก ซึ่งทำให้ทางบ้านเราค่อนข้างสบายใจในระดับนึง เราเลยตัดสินใจเข้าร่วมโครงการค่ะ

ชีวิตออแพร์เป็นอย่างไร?

พิมพ์ มาอยู่กับโฮสต้นเดือนสิงหาคม 2558 ค่ะ โฮสพิมพ์ เคยมีออแพร์มาแล้ว 5 คน เราเป็นคนที่ 6 ค่ะ เราเลี้ยงเด็ก 3 คน เป็นฝาแฝดผู้ชาย 6 ขวบ กับเด็กผู้หญิง 2 ขวบ โฮสเราเข้าใจเรามากค่ะ ว่าเราไม่เก่งภาษาอังกฤษ พิมพ์ยังใหม่สำหรับการใช้ชีวิตที่อเมริกามากค่ะ ด้วยวัฒนธรรมและสิ่งต่างๆ แตกต่างจากที่ไทยมาก ครอบครัว Johnston เข้าใจเราค่ะ เขาสอนเรา แนะนำเราในการปรับตัว แต่การใช้ชีวิตที่นี่ ครอบครัวนี้เป็นกันเองมาก ตารางงานชัดเจน หลังจากเวลาเลิกงานเป็นเวลาของเราค่ะ สามารถที่ไปเที่ยวและกินข้าวกับเพื่อน ๆได้ ครอบครัวดูแลเราเหมือนเป็นสมาชิกคนนึงของเค้า เวลาไปไหนเขาจะชวนไปเสมอ เค้าไม่ได้มองว่าเป็นพี่เลี้ยงเด็กเฉยๆค่ะ แต่เรามาเรียนรู้วัฒนธรรม และเรียนรู้หลาย ๆ สิ่ง ส่วนเรื่องตารางงานพิมพ์ต้องคุยกับเค้าให้ชัดเจนค่ะ ว่าหน้าที่ของเราทำอะไรบ้าง ซึ่งของเราดูแลแค่เกี่ยวกับเด็กค่ะ ตั้งแต่เรามาอยู่ที่นี่ พิมพ์เปลี่ยนไปมาก รู้สึกได้เลยว่าเราได้อะไรมากกว่าการมาเรียนภาษาอังกฤษ เราได้เรียนรู้วัฒนธรรมอเมริกัน ได้เรียนรู้เทศกาลของที่นี่ว่าเค้าทำอะไรกันบ้าง ซึ่งบอกได้เลยค่ะว่าเราคงหาประสบการณ์แบบนี้ไม่ได้อีกแล้ว และเรารู้สึกได้ว่าเราโตขึ้นมาก ภาษาอังกฤษก็ได้ไวขึ้นค่ะ ตอนแรกๆมาอยู่นี่ฟังไม่ออกค่ะ สำเนียงอเมริกันไม่ชินหูเลย พูดก็ไม่ค่อยได้ ต้องอดทนค่ะ พยายามฝึก ไม่เข้าใจถามโฮสค่ะ แล้วพออยู่ไปสัก 3 เดือน เราจะรู้สึกโอเคขึ้น เพราะเราใช้พูดทุกวัน ฟังทุกวัน หลักไวยากรณ์อาจจะยังไม่ดีเราต้องไปเรียนค่ะ เพราะเค้ามีทุนให้ 500 USD ไม่ต้องจ่ายเอง แต่การฟังการพูด บอกได้เลยว่าไปไวมาก เพราะเราต้องพูดกับเด็กทุกวัน เรารู้สึกโชคดีมากที่ได้อยู่กับโฮสครอบครัวนี้ และโชคดีที่ได้รู้จักกับพี่ ๆ American Learning

 

สอบถามโครงการออแพร์เพิ่มเติม โทร. 082-0691000

Facebooktwittermail

ออแพร์ – จอย อรพรรณ

ออแพร์ จอย อรพรรณ
Au Pair in Sherwood, Oregon
with Johnson Family

พี่รู้จักและสนใจโครงการออแพร์มาตั้งแต่ตอนเรียนมหาลัย หลังจากเรียนจบก็หาข้อมูลเกี่ยวกับโครงการอยู่พักใหญ่ จนในที่สุดก็ตัดสินใจเข้าร่วมโครงการกับ American Learning และเดินทางมาเป็นออแพร์ให้กับครอบครัว Johnson ที่เมือง Sherwood รัฐ Oregon ในปี 2011

ดูแลเด็กกี่คน ชีวิตออแพร์เป็นอย่างไร?

พี่ดูแลเด็กทั้งหมด 3 คน (คนโตเป็นเด็กผู้ชาย และฝาแฝดชาย-หญิง) การดูแลเด็กในฐานะออแพร์สำหรับพี่ไม่ยากเพราะเรามีประสบการณ์มาพอประมาณ แต่สิ่งที่ยากที่สุด ยากมากๆสำหรับพี่คือ เรื่องภาษา ด้วยความที่เราเป็นคนไม่ค่อยพูดเพราะกลัวพูดผิด ไม่มั่นใจ ตรงนี้เป็นอุปสรรคในการสื่อสารอย่างมาก พี่จำได้ว่าช่วงอาทิตย์แรกที่เข้าบ้านโฮสถึงกับต้องคุยกับโฮสผ่านทาง Google Translate เป็นอะไรที่ค่อนข้างลำบากและต้องปรับตัวอย่างมาก ด้วยสำเนียงที่ไม่คุ้นหู วัฒนธรรมก็ต่างกัน แทบอยากจะบินกลับบ้านวันละหลายรอบ แต่ด้วยความที่โฮสค่อนข้างเปิดใจ เข้าใจ และพี่ก็พยายามเต็มที่กับการทำงาน ดูแลลูกเค้าเหมือนเป็นน้อง เป็นคนในครอบครัว ซึ่งส่วนนี้ที่มาทดแทนและช่วยให้โฮสมองข้ามเรื่องภาษาไปได้บ้าง ในส่วนของโฮสเองก็ดูแลพี่ เป็นห่วงเป็นใย เหมือนเราเป็นคนในครอบครัวเค้าเหมือนกัน ความสัมพันธ์จากที่ไม่ค่อยดีในช่วงแรกๆก็เริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ พออยู่ไปอยู่มา ภาษาก็ค่อยๆพัฒนาขึ้นเพราะเราได้ฟังได้พูดทุกวัน เริ่มสื่อสารได้มากขึ้น จนพี่เริ่มมีความสุขกับการเป็นออแพร์ ในที่สุดก็ตัดสินใจต่อปี 2 กับครอบครัวเดิมจนจบโครงการ จนถึงทุกวันนี้ พี่ก็ยังติดต่อกับโฮสอยู่ตลอด มีความรู้สึกเหมือนเค้าเป็นครอบครัวเราอีกครอบครัวนึง

ได้รับอะไรจากการเข้าร่วมโครงการออแพร์?

พี่ดูแลเด็กทั้งหมด 3 คน (คนโตเป็นเด็กผู้ชาย และฝาแฝดชาย-หญิง) การดูแลเด็กในฐานะออแพร์สำหรับพี่ไม่ยากเพราะเรามีประสบการณ์มาพอประมาณ แต่สิ่งที่ยากที่สุด ยากมากๆสำหรับพี่คือ เรื่องภาษา ด้วยความที่เราเป็นคนไม่ค่อยพูดเพราะกลัวพูดผิด ไม่มั่นใจ ตรงนี้เป็นอุปสรรคในการสื่อสารอย่างมาก พี่จำได้ว่าช่วงอาทิตย์แรกที่เข้าบ้านโฮสถึงกับต้องคุยกับโฮสผ่านทาง Google Translate เป็นอะไรที่ค่อนข้างลำบากและต้องปรับตัวอย่างมาก ด้วยสำเนียงที่ไม่คุ้นหู วัฒนธรรมก็ต่างกัน แทบอยากจะบินกลับบ้านวันละหลายรอบ แต่ด้วยความที่โฮสค่อนข้างเปิดใจ เข้าใจ และพี่ก็พยายามเต็มที่กับการทำงาน ดูแลลูกเค้าเหมือนเป็นน้อง เป็นคนในครอบครัว ซึ่งส่วนนี้ที่มาทดแทนและช่วยให้โฮสมองข้ามเรื่องภาษาไปได้บ้าง ในส่วนของโฮสเองก็ดูแลพี่ เป็นห่วงเป็นใย เหมือนเราเป็นคนในครอบครัวเค้าเหมือนกัน ความสัมพันธ์จากที่ไม่ค่อยดีในช่วงแรกๆก็เริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ พออยู่ไปอยู่มา ภาษาก็ค่อยๆพัฒนาขึ้นเพราะเราได้ฟังได้พูดทุกวัน เริ่มสื่อสารได้มากขึ้น จนพี่เริ่มมีความสุขกับการเป็นออแพร์ ในที่สุดก็ตัดสินใจต่อปี 2 กับครอบครัวเดิมจนจบโครงการ จนถึงทุกวันนี้ พี่ก็ยังติดต่อกับโฮสอยู่ตลอด มีความรู้สึกเหมือนเค้าเป็นครอบครัวเราอีกครอบครัวนึง

อยากฝากอะไรถึงน้องๆที่ต้องการเข้าร่วมโครงการออแพร์?

ฝากถึงน้องๆที่สนใจโครงการ และน้องๆที่อยู่ในโครงการออแพร์…การได้มีโอกาสมาใช้ชีวิตในอเมริกาถึง 2 ปี ไม่ใช่เรื่องง่าย ตั้งแต่ก้าวขาออกจากประเทศไทยมาให้เราเตรียมใจได้เลยว่าชีวิตจะไม่ง่ายอีกต่อไป มีปัญหาอุปสรรคทั้งเล็กใหญ่รอเราอยู่ เราจะคิด จะปฏิบัติตัวยังไงถึงจะผ่านอุปสรรคนั้นและประสบความสำเร็จในการเป็นออแพร์ได้ สำหรับตัวพี่ คือความอดทนและพยายามคิดอะไรก็ได้ที่เป็นแง่บวกเพื่อให้กำลังใจตัวเอง เวลาที่เรารู้สึกท้อ ให้พยายามคิดว่าเราใช้เวลาทำเอกสารนานแค่ไหน ต้องผ่านขั้นตอนอะไรบ้างกว่าจะได้มาเป็นออแพร์ในอเมริกา และเป้าหมายในชีวิตของเราคืออะไร พอเราผ่านจุดนั้นมาได้เราจะมีความรู้สึกภูมิใจในตัวเอง พ่อแม่พี่น้องก็จะภูมิใจในตัวเราที่เห็นเราเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว มีความอดทนซึ่งเป็นภูมิคุ้มกันที่ดีมากในการใช้ชีวิตในสังคมต่อไป…

สอบถามโครงการออแพร์เพิ่มเติม โทร. 082-0691000

Facebooktwittermail

ออแพร์ – นิด วนิดา

นิด วนิดา
Au Pair in San Francisco, CA
with Hambleton Family

 

เล่าประสบการณ์การเป็นออแพร์?

เรามีความรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนที่โชคดีคนหนึ่งที่ได้มาเป็นออแพร์ เลยอยากมาแชร์ประสบการณ์ให้ฟังค่ะ ชื่อ นิด ค่ะ นิดเป็นคนหนึ่งที่ไม่เก่งภาษาอังกฤษเลย เป็นคนหนึ่งที่ถ้าเห็นฝรั่งแล้วจะต้องวิ่งหนี เป็นคนที่ไม่มีความมั่นใจในตัวเอง จนมีช่วงหนึ่งที่เป็นจุดเปลี่ยนของชีวิตเลย คือเพื่อนของเราเริ่มไปอยู่ต่างประเทศกัน มันทำให้เรารู้สึกว่า อยากมีโอกาสแบบนั้นบ้าง มันทำให้เราเริ่มหาข้อมูลเกี่ยวกับออแพร์ เพราะโครงการออแพร์ คือ ต้องทำงานเป็นเป็นพี่เลี้ยงเด็กซึ่งตัวเราเองเป็นคนหนึ่งที่ชอบเด็กอยู่แล้ว บวกกับโครงการนี้เขาให้เราเรียนภาษาอังกฤษฟรี มีวันหยุด และผลพลอยได้คือได้ท่องเที่ยวฟรี ทำให้เราตัดสินใจเข้าร่วมโครงการนี้

เรารู้ตัวเองดีว่าไม่เก่งภาษา นั้นเป็นจุดที่ทำให้เราต้องพยายามมากกว่าคนอื่น จนวันหนึ่งเราได้มาอยู่ที่อเมริกาในฐานะออแพร์ เราได้เริ่มทำกิจกรรมต่างๆมากมาย ทั้งเดินป่า, ไปแคมป์, ไปปีนเขา ซึ่งมันสนุกมากและได้ประสบการณ์อะไรอีกมากมาย มันทำให้เราคิดได้ว่าถ้าเรายังอยู่ที่ไทยเราคงไม่มีโอกาสได้ทำอะไรแบบนี้แน่ๆเรารู้สึกมันคุ้มค่ามาก เราได้ทำอะไรในสิ่งที่เราไม่เคยทำ พอเราได้ทำมันแล้วเรารู้สึกชอบกิจกรรมพวกนี้มาก และจะลองทำสิ่งใหม่ๆต่อไปเรื่อยๆให้มันคุ้มกับเวลาที่เรายังเหลืออยู่ที่นี้ เล่ามาขนาดนี้แล้ว ถ้าไม่มีภาพประกอบเดี๋ยวจะหาว่าไม่จริง
เอาเป็นว่าถ้าไม่เชื่อก็ดูรูปภาพเอาแล้วกันน้อ ท้ายที่สุดนี้ ถ้าอยากมีประสบการณ์ดีๆแบบนี้รีบๆตามมากันนะคะ

สอบถามโครงการออแพร์เพิ่มเติม โทร. 082-0691000

Facebooktwittermail

ออแพร์ – โบว์ วรรณิภา

โบว์ วรรณิภา
Au Pair in Providence, RI
with Huber Family

 

สวัสดีค่ะ เราชื่อ โบว์ วรรณิภา อายุ 25 ปี จบจากมหาวิทยาลัยบูรพา เป็นออแพร์มา 18 เดือนให้กับบ้าน Huber Family ค่ะ และตอนนี้เราเพิ่งจบโครงการมาหมาดๆ เลยจ้า~

ประสบการณ์การเป็นออแพร์…

ก่อนอื่นเลยนี่เป็นการเดินทางไปอเมริกา, การขึ้นเครื่องบิน รวมถึงการจากบ้านและครอบครัวที่ไทยครั้งแรกของโบว์ ดังนั้นโบว์จึงถือว่า …

“การเป็นออแพร์ถือเป็นก้าวที่เปลี่ยนชีวิตของโบว์เลยก็ว่าได้ค่ะ”

เดือนแรกๆยอมรับว่าไม่ง่ายค่ะ แต่ก็ไม่ยากเกินความสามารถของออแพร์อย่างเราๆแน่ๆ ฮ่าๆ ดังนั้นจึงต้องปรับตัว อดทน พูดคุยกับโฮสและน้องๆ รวมถึงการทำกิจกรรมร่วมกัน ช่วยได้เยอะมากๆเลยค่ะ

โบว์ใช้ระยะเวลาของการเป็นออแพร์ในการตามหาความฝันชิ้นต่อไป เรียกได้ว่าอย่าหยุดพัฒนาตัวเองก็ว่าได้ โบว์จึงใช้ทุนการศึกษาที่โฮสจ่ายให้ตามโครงการ บวกกับเงินเก็บตัวเอง ลงเรียนคอร์สภาษาอังกฤษ เรียนการออกแบบเสื้อผ้าและการตัดเย็บเบื้องต้น เพื่อต่อยอดในอนาคต เพราะโบว์คงไม่เป็นออแพร์ตลอดชีวิตแน่นอน ฮ่าๆ

สำหรับโบว์การเป็นออแพร์ทำให้โบว์ค้นพบตัวเองมากขึ้น ทั้งในด้านความคิด การใช้ชีวิตและภาษา เป็นต้น อาจเป็นความโชคดีของโบว์ที่ได้เจอกับโฮสแฟมิลี่ที่เหมือนบ้านหลังที่สอง รวมถึงน้องๆที่เลี้ยงก็ให้ความร่วมมือดีมากเช่นกัน โบว์เลี้ยงน้องผู้หญิงทั้งหมด 2 คน (6 ขวบ ครึ่ง และ 18 เดือน) เด็กๆก็มีทั้งตอนที่เลี้ยงง่ายและยากตามวัยและอารมณ์ช่วงนั้นๆ แต่สิ่งที่สำคัญสำหรับการเป็นออแพร์คือ เราต้องมีความเข้าใจและอดทน เนื่องจากเด็กวัยนี้ยังไม่รู้จักการควบคุมอารมณ์มากนัก โบว์โชคดีตรงที่โฮสมีความเข้าใจและช่วยเหลือ อนุญาตให้ดุน้อง ตักเตือนและใช้เหตุผลอธิบายให้น้องฟังเมื่อน้องทำผิด

การเป็นออแพร์ก็เปรียบเสมือนพี่สาวคนโตให้กับน้องๆ และในบางทีก็เป็นเหมือนพ่อและแม่ให้กับน้องๆไปในตัว ดังนั้นสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันกับความเข้าใจและอดทนก็คือการพูดคุยกับโฮสและน้องๆให้มากๆ ทำกิจกรรมร่วมกันเยอะๆ โบว์มีโอกาสได้เดินทางไปเที่ยวทั้งต่างรัฐและต่างประเทศกับโฮส รวมถึงทำกิจกรรมปีนผา ไอซ์สเก็ตและอื่นๆอีกมากมาย บางทีเราอาจจะรู้สึกว่าทำไมเราต้องเข้าร่วมละ ทั้งๆที่เป็นเวลาเลิกงานหรือวันหยุดของเรา รวมถึงการช่วยหยิบจับทำงานบ้านเล็กๆน้อยก็เป็นเรื่องที่ดี เพราะโบว์ถือสุภาษิตไทยว่า “อยู่บ้านท่านอย่านิ่งดูดาย ปั้นวัวปั้นควายให้ลูกท่านเล่น” ฮ่าๆ แต่กิจกรรมพวกนี้แหละค่ะที่โบว์คิดว่ามันทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างโฮส โบว์และน้องๆสนิทและง่ายต่อการทำงานมากขึ้น

โฮสและโบว์สามารถคุยและปรึกษากันได้ทุกเรื่อง โฮสสนับสนุนทุกความฝัน ช่วยเหลือและเป็นกำลังใจให้ ไม่ว่าวันนี้โบว์จะจบจากโครงการแล้ว แต่ความผูกพันและความสัมพันธ์ของโบว์และโฮสยังเหมือนเดิม เรายังติดต่อและวิดีโอคุยกันตลอดเวลาเลยค่ะ

คำแนะนำสำหรับน้องๆออแพร์…

โบว์อยากให้ทุกคนทำตัวเองให้เหมือนน้ำครึ่งแก้วที่พร้อมจะเรียนรู้อยู่ตลอดเวลาและไม่หยุดที่จะพัฒนาตัวเอง อย่าลืมเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ก่อนที่จะไปเป็นออแพร์

“การปรับตัว เข้าใจ พูดคุยกับโฮสแฟมิลี่ให้มากเป็นสิ่งที่จำเป็นมากๆค่ะ”

เพื่อนออแพร์หลายคนเจอปัญหาไม่กล้าพูดกับโฮส ปัญหาจะแก้ได้ยังไง ถ้าเราไม่บอก โฮสไม่มีทางรู้ค่ะ โบว์เชื่อว่าโฮสแฟมิลี่จะรับฟังแล้วนำไปปรับปรุงแน่นอน (ยกเว้นแต่ไม่แก้จริงๆ อันนี้ก็อีกเรื่องนะ)

โบว์ดีใจมากที่ตัดสินใจเข้าร่วมโครงการออแพร์กับ American Learning และสุดท้ายนี้ขอให้ออแพร์ทุกคนสนุกไปกับชีวิตในอเมริกาค่ะ 🙂

สอบถามโครงการออแพร์เพิ่มเติม โทร. 082-0691000

Facebooktwittermail

ออแพร์ – เฟียสต้า ธารารัตน์

เฟียสต้า ธารารัตน์
Au Pair in Leonardtown, MD
with Dinh-Mozzo Family

 

 

สวัสดีค่ะ ดิฉันชื่อน.ส.ธารารัตน์ กิติพงษ์ ชื่อเล่น เฟียสต้า เพื่อนๆชอบเรียกดาวค่ะ บางทีก็ดาวใหญ่ เป็นคนฮาๆพูดไปเรื่อยๆจนเพื่อนชินละ เป็นอดีตออแพร์ภายใต้โครงการออแพร์อเมริกา – AuPair in USA (โครงการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกับครอบครัวชาวอเมริกันในประเทศสหรัฐอเมริกา) เป็นออแพร์อเมริกาที่อยู่กับครอบครัวชาวอเมริกันครอบครัวเดียวตลอดระยะเวลา 2 ปี ไม่ได้เปลี่ยนโฮสตอนต่อสัญญาออแพร์ปี 2 ค่ะ สิงบ้านเดิมตลอด55 วันนี้ดิฉันจะมาแชร์ประสบการณ์ตั้งแต่เริ่มต้นก่อนสมัครโครงการออแพร์จนถึงวันที่จบโครงการออแพร์ปี2 และเดินทางกลับประเทศไทยนะคะ

 

มาเป็นออแพร์ได้อย่างไร?

เริ่มต้นเลยดิฉันเป็นคนมีความฝันอยากมีโอกาสไปเรียนรู้ ไปใช้ชีวิตสักระยะในต่างประเทศตั้งแต่เรียนม.ปลาย เพราะมีรุ่นพี่ที่เรียนเก่งจบม.6 แล้วได้ทุนไปเรียนต่อที่เยอรมัน รุ่นพี่ได้กลับมาแชร์ประสบการณ์ให้รุ่นน้องฟังเกี่ยวกับชีวิตในต่างแดน ทำให้ดิฉันมีความฝันอยากไปอยู่ต่างประเทศแบบรุ่นพี่บ้าง แต่ก็ยังไม่แต่ใจในหนทางข้างหน้าว่าจะทำยังไงให้ได้ไปต่างประเทศ เพราะเราก็ไม่ได้เรียนเก่งแบบรุ่นพี่ โอกาสจะได้ทุนฟรีๆไปเรียนต่อแบบรุ่นพี่ก็คงไม่มีทางแน่ ถ้าจะให้เป็นคนตั้งใจเรียนหาทุนก็ไม่ใช่แนวของดาวด้วยค่ะ
จนวันนึงที่ดิฉันไปโบสถ์วันอาทิตย์ ดิฉันเจอกับเพื่อนใหม่รุ่นพี่ในโบสถ์คนนึงพึ่งบินกลับมาจากเยอรมัน ดิฉันก็ได้ถามพี่คนนั้นว่าพี่เขาทำยังไงถึงได้ไปเยอรมัน พี่คนนั้นบอกว่าพี่เขาไปกับโครงการออแพร์ ดิฉันก็ถามรายละเอียดคร่าวๆว่าออแพร์คืออะไร ทำให้ได้รู้ข้อมูลคร่าวๆว่าเป็นโครงการที่ต้องไปเป็นพี่เลี้ยงเด็กในต่างประเทศและมีโอกาสได้เรียนภาษาได้ท่องเที่ยวด้วย ดิฉันกลับบ้านมาด้วยความตื่นเต้นเริ่มเสิร์ซGoogleเกี่ยวกับโครงการออแพร์ อ่านอย่างละเอียด ดิฉันได้แรงบันดาลใจและตั้งเป้าหมายกับตัวเองว่าสักวันจะต้องไปโครงการออแพร์ให้ได้สักประเทศ ไม่ไกลเกินฝันดาวละค่ะ

เวลาผ่านไปเมื่อดิฉันเริ่มเข้าเรียนมหาวิทยาลัย ทั้งทำงานไปด้วยทั้งเรียนไปด้วย แต่ดิฉันไม่เคยหยุดคิดเรื่องโครงการไปต่างประเทศของตัวเองที่ฝันไว้ ฝันของดาวต้องเป็นจริงสิคะ ช่วงเรียนปี3 ดิฉันเริ่มศึกษาจริงจังเกี่ยวกับการจะไปโครงการออแพร์หลังเรียนจบว่าต้องทำยังไงบ้าง ดิฉันเล่าให้เพื่อนที่ทำงานคนนึงฟังว่าเรียนจบอยากไปเป็นออแพร์ในต่างประเทศ แต่ไม่รู้จะไปติดต่อเอเจนซี่ไหนดี บังเอิญเพื่อนคนนั้นมีลูกพี่ลูกน้องกำลังจะบินไปโครงการออแพร์อเมริกาพอดี เพื่อนก็เล่ารายละเอียดให้ฟังว่าลูกพี่ลูกน้องของเขาสมัครออแพร์อเมริกากับเอเจนซี่ที่ชื่อว่า อเมริกันเลิร์นนิ่ง แถวๆBTSอารีย์ ดิฉันจึงเริ่มรู้สึกสนใจเอเจนซี่อเมริกันเลินนิ่ง สนใจโครงการออแพร์ของอเมริกาและมั่นใจว่าถ้าลูกพี่ลูกน้องของเพื่อนไปเป็นออแพร์อเมริกากับเอเจนซี่นี้ได้ ดิฉันก็ต้องทำได้สิ เอเจนซี่นี้ต้องช่วยสานฝันดาวแน่ๆค่ะ

เตรียมตัวเป็นออแพร์อย่างไร?

หลังจากนั้นเมื่อถึงวันหยุดดิฉันได้เข้าไปถามรายละเอียดกับทางพี่ๆอเมริกันเลิร์นนิ่ง พี่ๆน่ารักมากและให้คำแนะนำดิฉันทุกขั้นตอนว่าถ้าอยากไปเป็นออแพร์อเมริกาต้องเริ่มต้นทำอะไรบ้าง ตั้งแต่เตรียมสัมภาษณ์วัดระดับภาษาอังกฤษ ขั้นตอนการเก็บชั่วโมงเลี้ยงเด็ก และการทำโปรไฟล์นำเสนอโฮสแฟมิลี่ ดิฉันเก็บรวบรวมข้อมูลทุกอย่างไว้ ทางพี่ๆที่อเมริกันเลิร์นนิ่งบอกไว้ว่าจนกว่าดิฉันจะมีโปรไฟล์ทุกอย่างครบค่อยกลับมาหาพี่ๆใหม่นะ สู้ๆ (ค่ะพี่ๆ ดาวต้องสู้ค่ะ)
ตอนนั้นดิฉันอายุ 25 ปี รู้สึกทุกอย่างเริ่มจากศูนย์แต่ก็จะไม่หยุดฝัน ดิฉันกลับมาบ้านก็นั่งวางแผนว่าจะเริ่มฝึกภาษาอังกฤษยังไงดี เพราะภาษาอังกฤษก็ยังได้แค่งูๆปลาๆ และจะเริ่มไปเก็บชม.เลี้ยงเด็กหลังเรียนจบป.ตรี ดิฉันค่อยๆฝึกภาษาอังกฤษด้วยตัวเองเริ่มจากประโยคง่ายๆในชีวิตประจำวันฝึกๆไปเรื่อยๆ จนวันที่ดิฉันเรียนจบป.ตรี เพื่อนๆต่างแยกย้ายกันไปสมัครทำงานประจำ แต่สำหรับดิฉันนี่เป็นเวลาเริ่มต้นความฝันจริงจังละนะ ดิฉันไม่สมัครงานประจำและทำงานพาสไทม์ไปเรื่อยๆเพื่อเก็บเงินไว้ไปใช้ในโครงการออแพร์อเมริกา ไม่ได้แคร์สังคมรอบๆที่บางทีก็หาว่าเราเพ้อฝัน บางคนก็บอกให้หยุดแล้วไปทำงานประจำเถอะ อเมริกาไม่ได้ไปง่ายๆนะ แต่ดาวไม่สนค่ะ ดาวจะไป ดาวจะต้องลองก่อน55
ดิฉันเริ่มหาเนอสเซอรี่ที่จะเข้าไปขอทำงานฟรีให้เพื่อเก็บชม.เลี้ยงเด็กอ่อน ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่สำคัญมากๆในการใช้ทำโปรไฟล์ออแพร์ ดิฉันได้ไปเป็นเจ้าหน้าที่ๆคิโด้เนอสเซอรี่ เป็นเนอสเซอรี่ 2 ภาษา ไทย-อังกฤษ ใช้เวลาเก็บชม.อยู่ราวๆเกือบ3เดือน นอกจากนี้ดิฉันก็มีประสบการณ์เลี้ยงเด็กอื่นๆมาเพิ่มเติมในโปรไฟล์ ไม่ว่าจะช่วยพี่สาวเลี้ยงลูก และไปเป็นอาสาสมัครโครงการต่างๆเกี่ยวกับเด็ก ดิฉันทำทุกๆอย่างตามขั้นตอนของออแพร์ จนดิฉันเก็บชั่วโมงเลี้ยงเด็กทั้งเด็กอ่อนเด็กโตได้รวมๆประมาณ500กว่าชม. ดิฉันก็เริ่มทำโปรไฟล์ ทำวิดีโอนำเสนอโฮสแฟมิลี่ ดิฉันกลับมาหาพี่ๆอเมริกันเลิร์นนิ่งด้วยความพร้อม และได้ออนไลน์เอกสารรอสัมภาษณ์กับโฮสแฟมิลี่ทางอเมริกาตอนดิฉันอายุ 26 ปี ภาษาอังกฤษดีขึ้นระดับสื่อสารในชีวิตประจำวันได้ ใช่ค่ะดาวคิดว่าตัวเองพร้อมในระดับนึงแล้วค่ะ

ดิฉันตั้งใจว่าโฮสบ้านไหนขอแมชก่อนก็ไปหมดเพราะด้วยอายุใกล้จะ27แล้ว เดี๋ยวจะเกินอายุที่โครงการกำหนด ดิฉันใช้เวลาออนไลน์ 1 เดือนมีโฮสแฟมิลี่เข้ามาวิว 1บ้าน แต่ไม่ได้คุยกัน จนเข้าเดือนที่ 2 มีโฮสบ้านที่ 2 เข้ามาวิวและคุยกันทั้งหมด 3 ครั้ง ครั้งแรกคุยกับโฮสแม่ ครั้งที่2คุยกับโฮสพ่อ ครั้งที่3คุยกับลูกโฮส4คน อายุ 4, 6, 8, 10 ขวบ โฮสอยู่รัฐแมรี่แลนด์ ดิฉันได้แมชกับบ้านนี้แบบงงๆเหมือนกัน เพราะจริงๆคุยกันไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไหร่ แต่บังเอิญออแพร์คนที่โฮสขอแมชก่อนดิฉันปฏิเสธโฮส โอกาสเลยตกมาที่ดิฉันแบบใสๆไป คงเพราะเด็กเยอะงานหนักด้วย แต่ดิฉันไม่กลัว ตอนนั้นดาวกลัวไม่ได้ไปมากกว่าค่ะ
จนถึงวันที่ต้องสัมภาษณ์วีซ่า J-1 ดิฉันก็ตื่นเต้นมากๆ ได้ยินมาว่าวีซ่าอเมริกาให้ยากมาก และด้วยภาษาอังกฤษดิฉันก็ไม่ได้ดีมาก กลัวมากๆถ้าท่านกงศุลอเมริกาถามอะไรที่ยากๆเกินกว่าความรู้ที่ดาวมีอยู่ แต่ด้วยความเชื่อ ความมุ่งมั่น กว่าจะเดินทางมาถึงวันนี้ วีซ่าต้องผ่านสิ ปรากฏว่าดิฉันได้วีซ่าผ่านมาแบบงงๆ เพราะไม่โดนท่านกงศุลถามคำถามใดๆ ยื่นพาสปอร์ตไปท่านกงศุลก็เอาโยนไปด้านหลังแล้วบอกว่าวีซ่าคุณผ่านแล้วยินดีด้วย ดีใจมากๆ บทดาวจะได้ก็ได้ง่ายๆค่ะ

ชีวิตในอเมริกา?

วันที่ดิฉันบินไปอเมริกา คือวันที่ 6 มิ.ย.2016 บินไปลงนิวยอร์ค ขนของไปเยอะมากแบบคนบ้าหอบของ กระเป๋าใหญ่ 2 ใบ เล็ก 2 ใบ หันไปมองเพื่อนออแพร์คนอื่นเค้าเอากระเป๋าใหญ่ไปคนละใบ ดิฉันได้อยู่เทรนนิ่งกับเอเจนใหญ่ที่อเมริกาชื่อ AuPairCare เทรนทั้งหมด 3 วันในโรงแรมที่รัฐนิวเจอซี่ เป็นช่วงเวลาที่สนุกมากๆเลย มีเพื่อนออแพร์เดินทางกันมาจากทั่วโลก แต่ก็คุยกันไม่ค่อยรู้เรื่องค่ะ ใช่ค่ะดาวเองที่คุยกับเค้าไม่รู้เรื่อง55
จนถึงวันที่ต้องเข้าบ้านโฮสแฟมิลี่ ดิฉันบินจากนิวยอร์กมาลงสนามบิน BWI รัฐแมรี่แลนด์ โฮสแม่ขับรถไปรับ วันแรกโฮสต้อนรับดีมากๆ พาเยี่ยมชมเมืองแมรี่แลนด์ เป็นเมืองธรรมชาติมากๆ ขับรถต้องระวังกวางเดินตัดหน้ารถ ดิฉันเริ่มทำงานให้โฮสแฟมิลี่วันที่ 2 ที่มาถึง งานหนักๆก็จะเป็นช่วงเด็กๆปิดเทอม บ้านโฮสมีลูก 4 คน งานก็จะเยอะมาก ต้องทำอาหาร ซักผ้า ดูดฝุ่น ขับรถ พาเด็กๆทำกิจกรรม พูดง่ายๆเหมือนเป็นแม่คนที่ 2 เลยค่ะ พี่เลี้ยง+แม่บ้านกำลังดี55 แต่ดิฉันก็ผ่านช่วงเวลาที่เป็นออแพร์ให้โฮส 2 ปีมาได้ ทั้งทำงานให้โฮส 5 วันต่อสัปดาห์ และได้ลงเรียน ESL Class ต้องขับรถไปเรียนในกรุงวอชิงตันดีซี ชีวิตสนุกได้ประสบการณ์ต่างๆเยอะมากเลยค่ะ ส่วนตัวดิฉันรู้สึกว่าความยากในชีวิตที่เจอมาไม่มีอะไรยากเท่าตอนไปเก็บชั่วโมงเลี้ยงเด็กเป็นเจ้าหน้าที่เนอสเซอรี่ ผ่านตรงนั้นมาได้พอเป็นออแพร์ดาวเลยชิวแล้วค่ะ
การใช้ชีวิต 2 ปีในอเมริกาของดิฉันรู้สึกคุ้มค่ามากๆ เวลาทำงานให้โฮสก็ทำงานเต็มที่ เวลาเที่ยวก็เที่ยวเต็มที่ เรียนภาษาก็เรียนเต็มที่ ใช้ชีวิตทุกวันให้เหมือนพรุ่งนี้เป็นวันสุดท้าย ดิฉันได้เดินทางท่องเที่ยวคนเดียวราวๆ22รัฐ โฮสบอกดิฉันไปเที่ยวเยอะกว่าเขาที่อยู่อเมริกามา30กว่าปีอีก ดิฉันเป็นออแพร์สายทำงานเพื่อเอาเงินไปเที่ยวทุกๆที่ๆอยากไปในอเมริกาเลยค่ะ เพราะไม่รู้อนาคตจะได้มาอีกไหม55 ที่เที่ยวที่ดิฉันประทับใจมากๆเช่น แกรนแคนยอน ถ้ำน้ำแข็งอลาสก้า นิวยอร์ก ฟิลาเดลเฟีย ดิสนี่แลนด์LA กรุงวอชิงตันดีซี รัฐมอนทาน่า ซานฟรานซิสโก ลาสเวกัส บอสตันและเยลโล่สโตน ดาวได้เที่ยวจบครบทุกที่ๆอยากไปในอเมริกา ฝันของดาวเป็นจริงได้เพราะโครงการออแพร์นี่ล่ะค่ะ

จากประสบการณ์ต่างๆที่ผ่านมาดิฉันรู้สึกขอบคุณโครงการออแพร์อเมริกา ขอบคุณพี่ๆเอเจนซี่อเมริกันเลิร์นนิ่ง ขอบคุณโฮสแฟมิลี่ ที่ทำให้ความฝันในการได้ไปใช้ชีวิตและท่องเที่ยวในอเมริกาของดิฉันเป็นจริง และตอนนี้ดิฉันเดินทางกลับมาอยู่ไทยได้เกือบครบ1ปีแล้ว ทั้งประสบการณ์และภาษาอังกฤษที่ได้จากโครงการออแพร์ก็เอากลับมาใช้สมัครงานที่เมืองไทย ตอนนี้ดิฉันทำงานเป็นพนักงานประจำตำแหน่ง Community Operations Specialist ให้กับบริษัท Teledirect Telecommerce Thailand ดิฉันตั้งใจว่าทำงานครบปีจะลองขอวีซ่าท่องเที่ยวกลับไปเที่ยวอเมริกาและเยี่ยมโฮสแฟมิลี่ สำหรับน้องๆรุ่นหลังที่กำลังฝันอยากไปเป็นออแพร์อเมริกา ขอให้มุ่งมั่น ตั้งใจ และสู้ๆนะคะ ขอเป็นกำลังใจให้ค่ะ และอย่าลืมสมัครเป็นออแพร์กับพี่ๆเอเจนซี่อเมริกันเลินนิ่งด้วยนะคะ พี่ๆใจดีและน่ารักทุกคนเลยค่ะ

สอบถามโครงการออแพร์เพิ่มเติม โทร. 082-0691000

Facebooktwittermail

ออแพร์ – กระต่าย สุจิตรา

กระต่าย สุจิตรา
Au Pair in Boston, MA
with Storer Family

 

 

สวัสดีค่ะ กระต่าย สุจิตรา พิมพิลา จบจากมหาวิทยาลัยขอนแก่น ออแพร์ของ Storer Family (Boston, Massachusetts) ดูแลน้องผู้ชายสองคน 7 และ 9 ขวบ ทำงานหลังเรียนจบมา 3 ปี ก่อนจะตัดสินใจมาสมัครโครงการ รู้จักโครงการนี้ได้ไม่นานจากรุ่นพี่ที่มหาวิทยาลัย ใช้เวลาเตรียมตัวก่อนจะออนไลน์สองเดือนครึ่งและตัดสินใจแมชกับครอบครัวนี้เพียงสองวันหลังออนไลน์ คุยกับโฮสเพียงแค่สองครั้ง และคุยบ้านเดียว อาจจะดูเร็วไปหน่อยแต่ ณ ตอนนั้นคิดว่าโอเคแล้ว ทุกอย่างชัดเจนและลงตัว

แมชเมื่อปลายเดือนมีนาคม2561 แต่เดินทางเดือนกรกฎาคม โฮสและเด็กๆดูแลเราให้เป็นส่วนหนึงในครอบครัว เรื่องการปรับตัวในช่วงแรกจะยากเรื่องภาษาเพราะเราเลี้ยงเด็กโต การพูดคุยกับน้องทำให้เราพัฒนาได้เร็วขึ้น ส่วนเรื่องการใช้ชีวิตไม่ได้ปรับเยอะเพราะคุณแม่น้องเป็นคนไทยเราคุยภาษาไทยกันที่บ้านทำอาหารไทยกินกันบ่อย สามารถปรึกษาได้ทุกเรื่อง เลยไม่เหงา แต่ยอมรับเลยว่าสามเดือนแรกฟังคุณพ่อน้องพูดไม่ค่อยออก เรื่องการดูแลเด็กในวัยนี้อาจจะไม่ได้ยากเรื่องดูแลเกี่ยวกับตัวน้องเพราะน้องช่วยเหลือตัวเองได้ เช่น อาบน้ำ แต่งตัว แต่จะต้องเอาใจใส่เขากับเรื่องความคิด และอารมณ์วัยนี้จะมีคำถามมากมายว่าทำไมเป็นแบบนี้ ทำไมถึงทำอย่างนี่ไม่ได้ ต้องให้คำอธิบายกับเขาได้ ถ้ามีปัญหาอะไรเรากับโฮสจะคุยกันทันที เรื่องอื่นๆทุกอย่างลงตัว เรื่องเรียน เพื่อนบอสตันออแพร์เยอะมากเราได้รู้จัก ปรึกษาปัญหาเกี่ยวกับการเลี้ยงน้องอยู่บ้าง สำคัญต้องดูแลสุขภาพเป็นอย่างดีเพราะที่นี่ค่อนข้างหนาวมาก เคยเจอ -27 C ถ้าป่วยขึ้นมานี่ลำบากเลย

 

ตอนนี้เข้าเดือนที่ 8 ที่มาอยู่ที่นี่และต่อปี2 (12เดือน) กับครอบครัวนี้ไปเมื่อเดือนที่ 6 มีความสุขที่มาอยู่นี่กับครอบครับนี้ เพราะยึดคำพูดของโฮสในวันแรกๆที่ว่า “อยู่ให้เหมือนบ้าน ดูแลให้เหมือนบ้าน เพราะบ้านนี้เราคือครอบครัวเดียวกัน”

สำหรับน้องๆคนไหนที่ตัดสินใจที่จะมาขอให้เตรียมตัว เตรียมใจ มาให้พร้อม ไม่มีอะไรยากหากเราเรียนรู้ที่จะเข้าใจและปรับตัว เมื่อมาแล้วก็ตั้งใจกับหน้าที่และทำให้ดีที่สุด แล้วทุกอย่างจะเป็นไปด้วยดี

สอบถามโครงการออแพร์เพิ่มเติม โทร. 082-0691000

Facebooktwittermail

ออแพร์ – บิว สารินี

บิว สารินี
Au Pair in Seaford, NY
with Walsh Family

 

สวัสดีค่ะ เราชื่อบิว สารินี สูงเนิน อายุ 24 ปี จบจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น หลังจากเรียนจบเราทำงานที่บริษัทTTNI ได้ประมาณ 1 ปี เราต้องขอบอกก่อนว่า เราเป็นคนที่โง่ภาษาอังกฤษมาก แต่เราทำงานในบริษัทที่ใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร เช่นส่งเมล หรือคุยกับคนญี่ปุ่น ซึ่งเราต้องอยู่อย่างหลบๆซ่อนๆ เพราะเราไม่กล้าคุยภาษาอังกฤษกับเขา แต่ก็ไม่ได้มีปัญหากับงานสักเท่าไหร่เพราะเรายังถือว่าเป็นเด็กใหม่ แต่ด้วยความที่เราจะต้องทนกับความกลัวแบบนี้ต่อไปหรอ??? เราจึงได้ตัดสินใจลาออกจากงานมาเก็บชั่วโมงเลี้ยงเด็ก (อันนี้ไม่ควรทำตามนะคะ) เราใช้เวลา 2 เดือนเพื่อเก็บชั่วโมงเลี้ยงเด็กและเตรียมเอกสาร หลังจากนั้นเราออนไลน์ได้ประมาณ 3-4 วันก็มีโฮสเข้ามาวิวค่ะ

มีมาทั้งหมด 3 บ้านค่ะ บ้านแรกลูกชาย 5 คน บ้าน2 ฝาแฝด บ้าน3 ฝาแฝด พอได้คุยครบทั้ง 3 บ้าน เราเลยตัดสินใจเลือกบ้านแรก เด็ก5คน ฮ่าๆ เป็นอะไรที่บ้ามากๆ เราเลือกเพราะจุดประสงค์แรกเลย เราต้องการที่จะฝึกภาษา ดังนั้นเด็กทั้ง5 คนนี้แหละ ช่วยเราได้ อย่างที่ 2 บ้านนี้เคยมีออแพร์ไทย แล้วเราก็พอจะรู้ข้อดีข้อด้อยของบ้านนี้บ้างจากออแพร์ไทย ผ่านไปประมาณ 2 อาทิตย์เราก็ตัดสินใจแมทกับบ้านแรก
หลังจากนั้นจะเป็นขั้นตอนการการสัมภาษณ์วีซ่า ซึ่งช่วงที่เราได้สัมภาษณ์เป็นช่วงใกล้ปีใหม่ แล้วคนไปสัมภาษณ์เยอะมาก และคนไม่ผ่านก็เยอะมากเช่นกัน ดังนั้นเราก็เตรียมตัวไปอย่างดี คืออยากจะทำให้เต็มที่ที่สุด แต่แล้วก็เป็นไปตามเกมส์ คือไม่ผ่านจ้า ฮ่าๆ เราก็ท้ออยู่สักพัก แต่พอหลังจากผ่านปีใหม่ไป เราก็สัมภาษณ์วีซ่าอีกรอบ ห่างจากสัมภาษณ์รอบแรกเพียง 1 สัปดาห์เท่านั้น และแล้วเราก็ทำสำเร็จ ผ่านจ้าคุณได้ไปต่อ ช่วงนั้นจะเป็นช่วงที่วุ่นวายมาก เพราะเราไม่ได้ลาใครเลย เราสัมภาษณ์ผ่านวันที่ 2 มค แต่เราบิน 7 มค เร็วยิ่งกว่า4G สรุปคร่าวๆ เราใช้เวลาทั้งหมด 4 เดือน ในการเตรียมตัวตั้งแต่เอกสารไปจนถึงเก็บกระเป๋าบิน ซึ่งมันก็เป็นเวลาไม่นาน ถ้าเราตั้งใจจริงเราก็สามารถทำได้ แค่เราลงมือทำอย่างน้อยก็สำเร็จ 50% แล้วอยากให้ว่าที่ออแพร์ทุกคนสู้ๆนะคะ

ชีวิตออแพร์เป็นอย่างไรบ้าง?

ตอนนี้เราก็มาอยู่ที่เมกาได้ 2 เดือนแล้ว ทุกอย่างที่นี้แปลกใหม่สำหรับเรามาก ช่วงสัปดาห์แรกที่เรามาเป็นอะไรที่ต้องใช้ความพยายามในการปรับตัวมาก ไม่ว่าจะอากาศที่หนาวแบบติดลบ หิมะตก หรือภาษาอังกฤษของเจ้าของภาษาที่พูดเร็วยังกะร้องแรป สัปดาห์แรกเราร้องไห้คิดถึงบ้านทุกวัน ฮ่าๆ ภาษาเราก็ไม่ค่อยได้ แถมยังต้องดูเด็ก 5 คน เราต้องพยายามอย่างหนัก ตอนแรกก็คิดว่าจะไม่รอด แต่พอผ่าน 1 เดือนมาได้ทุกอย่างก็รู้สึกเบาบางขึ้น เริ่มจะค่อยๆดีขึ้นเรื่อยๆ จากเด็กๆที่ฟังเราไม่รู้เลย ก็เริ่มฟังเราเข้าใจขึ้น ตอนมาแรกๆ เด็กๆก็จะมีแกล้งเราบ้าง เพราะเด็กผู้ชายก็จะซนบ้าง ทุกๆวันเราไม่เคยรู้สึกเหงาเลยเพราะเด็กเยอะมาก ฮ่าๆ บางที่เด็กๆก็เล่นรุนแรง เราก็ต้องห้าม บางทีก็แย่งของเล่นกัน บางทีก็แอบเอาขนมไปกินบนที่นอน ถ้าจะเอาแบบโลกสวยเลย คือ เราบันเทิงตลอดเวลากับเด็ก เพราะมีเรื่องให้บันเทิงมากมายจนเราไม่มีเวลาไปสนใจเรื่องอื่นเลย อันนี้ก็ถือเป็นข้อดีที่เราจะแบบไม่ต้องไปคิดถึงบ้าน คิดถึงพ่อแม่ เพราะเรามั่วแต่ยุ่งวุ่นวายกับเด็กๆ ดังนั้นเราเลยมีอาการ Home sick แค่อาทิตย์แรก หลังจากนั้นก็ไม่มีอีกเลย ฮ่าๆ
บ้านเราเป็นบ้านที่สบายๆ ง่ายๆ เพราะเด็กเยอะ มีกฎก็ต้องมีแหก พ่อแม่ก็จะดุกับลูกๆนิดนึง แต่ก็ไม่ดุออแพร์หรอก ขออวยโฮสแม่นิดนึง โฮสทำกับข้าวอร่อยมาก ขนาดพวกอาหารฝรั่งที่เราไม่ค่อยชอบนะ แต่มันอร่อยมาก เราเลยได้กินดินเนอร์ด้วยทุกวัน แต่ก็กินแบบวุ่นวายๆกับเด็กๆนั้นแหละ เราต้องบอกก่อนเลยว่าเนื่องจากโฮสเรามีลูกเยอะ ดังนั้นทุกสิ่งทุกอย่างเราต้องพยายามช่วยเหลือตนเอง ซึ่งตอนแรกเราก็แบบไม่ค่อยชอบนะ อยากให้โฮสไปส่งที่นั้นที่นี้ เพราะด้วยความกลัวหลงทางและภาษางูๆปลาๆของเรา แต่พอเราได้ลองไปด้วยตัวของตัวเองแล้วมันกลับทำให้เรารู้สึกภูมิใจ และกล้าออกจาก comfort zone ของเราเอง เมื่อมาอยู่ที่นี้ เราจะต้องโตเป็นผู้ใหญ่และรู้หน้าที่รับผิดชอบของเรา เราอาจจะอยู่ที่นี้แค่ 2 เดือน แต่เรานั่งบัส นั่งเทรน ไปเรียนเองและทำธุรกรรม เช่น ธนาคาร ประกันสังคม ด้วยตัวเราเองทั้งหมด ทุกสิ่งทุกอย่างที่นี้พร้อมให้เราได้เรียนรู้ตลอดเวลาขอแค่เราเปิดใจ และกล้าที่จะก้าวออกไป

สอบถามโครงการออแพร์เพิ่มเติม โทร. 082-0691000

Facebooktwittermail

ออแพร์ – อิ๋ม นงลักษณ์

อิ๋ม นงลักษณ์
Au Pair in Providence, RI
with Shahid Family

 

 

สวัสดีค่ะ ชื่ออิ๋มค่ะ อายุ 26 ปี จบจาก มหาวิทยาลัยปทุมธานี คณะพยาบาลศาสตร์ ตอนนี้เป็นออแพร์ อยู่ที่ Providence, RI. ตอนนนี้เป็น ออแพร์ ได้ 5 เดือนแล้วค่ะ และกำลังจะต่อปี 2 กับโฮสบ้านเดิมค่ะ

รู้จักโครงการออแพร์ ได้อย่างไร?

ความจริงไม่เคยรู้จักโครงการนี้เลยค่ะ จนมีพี่สาวของอิ๋มเองบอกให้ไปหาข้อมูล อิ๋มจึงเริ่มเปิด Google และได้พบกับ American learning จึงศึกษาข้อมูลและคุณสมบัติของออแพร์ เมื่อปี 2559 อิ๋มได้เข้าฟังสัมนา และสัมภาษณ์เพื่อทดสอบระดับภาษาอังกฤษกับพี่โบ หลังจากสัมมนาก็เตรียมตัวและเอกสารค่ะเป็นปีที่ตั้งหน้าตั้งตารอเพื่อเดินตามความฝันจริงๆเพราะอิ๋มไม่สามารถลาออกจากงานได้เนื่องจากรับทุนทางโรงพยาบาลมา ปีนั้นก็ทำงานไปด้วยเตรียมเอกสารไปด้วย จนมาถึงวันที่ใช้ทุนหมดและเอกสารพร้อม จึงติดต่อกลับไปหาพี่โบอีกครั้งและพร้อมที่จะเป็นออแพร์อย่างจริงจัง

อะไรดลบันดาลใจให้อยากเป็นออแพร์?

มีหลายคนถามว่าเป็นพยาบาลเงินเดือนและการงานก็มั่นคงอยู่แล้วทำไมถึงอยากไปออแพร์? ความจริงอิ๋มไม่ได้ทิ้งอาชีพที่ไทย เพียงแค่อิ๋มหยุดไว้ และขอทำตามฝันเมื่อมีโอกาสก่อนเท่านั้นเอง

สิ่งแรกที่ตั้งใจว่าจะต้องทำให้ได้ คือ อิ๋มอยากพูดภาษาอังกฤษให้ได้เหมือนเจ้าของภาษา และอีกข้อคือ อิ๋มรักในการท่องเที่ยว อเมริกาคือหนึ่งในนั้นที่อิ๋มจะต้องมาให้ได้ เมื่อโอกาสมาถึงอิ๋มต้องคว้าไว้ปล่อยไปไม่ได้ค่ะ

สิ่งสำคัญในการเป็นออแพร์?

สำหรับอิ๋มสิ่งสำคัญในการเป็นออแพร์ คือ การปรับตัวและความอดทนค่ะ เรามาที่นี่ ทุกอย่างเปลี่ยนหมด ไม่ว่าจะเป็น สภาพอากาศ ผู้คน ภาษา อาหาร การเดินทางและการอยู่ร่วมกับคนอื่น

ความอดทนสำคัญอย่างไร? อิ๋มเลี้ยงเด็ก 2 ขวบ และ 7 ขวบ ยากสุดในการดูแล คือ 7 ขวบ เราต้องปรับตัวเข้าหาเขา น้องเคยโมโห ใส่อิ๋มครั้งนึงบอกว่าไม่ชอบอิ๋มเพราะอิ๋มไม่เข้าใจภาษาอังกฤษ ยอมรับตอนนั้นถอดใจค่ะ แต่อิ๋มบอกกับตัวเองว่า มาแล้วถอยไม่ได้ อิ๋มปรึกษาโฮสและโฮสก็เข้าใจในระดับภาษาของเราโฮสให้กำลังใจเราด้วยค่ะ อิ๋มเลยเปลี่ยนความคิดและบอกกับเด็กว่าสักวันเธอจะรักฉัน อิ๋มตั้งใจฝึกภาษา จนเดือนที่ 5 ในการเป็นออแพร์ น้องยอมเล่น ยอมถ่ายรูปและยอมให้สอนการบ้าน ยอมฟังเราทุกอย่างและไม่อยากให้เรากลับไทยค่ะ รู้สึกภูมิใจในจุดนี้ ภูมิใจในความอดทนของตัวเอง การปรับตัวก็ไม่ได้ยากเกินไป อิ๋มปรับตัวได้ง่ายทุกอย่าง ยกเว้นอาหาร แต่ก็ไม่ใช่จะไม่ปรับนะคะ แค่คิดถึงอาหารไทยมากเป็นพิเศษ 2 เดือนแรกทานอาหารโฮสไม่ได้เลยค่ะเพราะอาหารเป็นอาหารอินเดียซึ่งเกิดมายังไม่เคยทานเลย แต่เรามาอยู่กับเขาก็ลองดูสักหน่อยตอนนี้ ตอนนี้รักอาหารอินเดียไปแล้วค่ะ

อิ๋มโชคดีค่ะที่เจอโฮสบ้านนี้ เขาทำให้เราเป็นเหมือนครอบครัว เขาให้ความเป็นส่วนตัวกับเราคอยให้กำลังใจและแนะนำการใช้ชีวิต

คุ้มค่าหรือไม่ที่หยุดงานมาเป็นออแพร์?

สำหรับอิ๋ม อิ๋มคิดว่ามันคุ้มค่ามาก อิ๋มไม่ได้มองที่เงินว่าเราจะได้กลับไปเท่าไหร่ แต่อิ๋มมองถึงการใช้ชีวิตที่คิดว่าคงหาแบบนี้ไม่ได้ถ้าไม่ได้มาเป็นออแพร์เพราะมันทำให้เราได้เปิดโลกของตัวเอง ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ได้ท่องเที่ยวในที่ที่อยากไป และ ทำให้เราได้เดินตามฝันอีกหนึ่งเส้นทาง

“ขอบคุณพี่ๆที่ช่วยให้มีโอกาสมาที่สหรัฐอเมริกาทำให้อิ๋มทำตามฝันได้อีกหนึ่งความฝัน”


สอบถามโครงการออแพร์เพิ่มเติม โทร. 082-0691000

Facebooktwittermail

ออแพร์ – เบียร์ สุรีรัตน์

เบียร์ สุรีรัตน์
Au Pair in Rockville, MD
with Sheppard Family

 

สวัสดีจ้า เราชื่อเบียร์ อายุ 23 ปี จบปริญญาตรีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ปัจจุบันเป็นออแพร์อยู่ที่รัฐ Maryland เดินทางมาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2560 อยู่ที่นี้ได้เกือบ 4 เดือนแล้ว อยู่กับครอบครัวชาวอเมริกันแท้ๆเลย แต่โฮสเคยไปทำงานอยู่ประเทศฟิลิปปินส์ประมาณ 2 ปี ทั้งคู่ เลยเหมือนเขาพอจะเข้าใจวัฒนธรรมของคนเอเชียอยู่บ้าง โฮสแด๊ดกับโฮสมัม เป็นคนง่ายๆ ชิลมาก เขาไม่ค่อยเรื่องมาก ไม่จุกจิก ไม่ก้าวก่ายเรื่องงาน เขาปล่อยให้เราดูแลลูกเขาเอง โฮสแนะนำว่าต้องทำอะไร อย่างไร แค่ตอนช่วงแรกๆที่เราย้ายเข้าบ้าน หลังจากนั้นเขาก็ปล่อยให้เราทำเอง เราดูแลเด็กผู้หญิงสองคน อายุ 1ขวบ กับ 5 ขวบ น่ารักมาก

 

เป็นออแพร์ต้องทำอะไรบ้าง?

หน้าที่เราก็ ช่วยน้องคนโตเตรียมตัวไปโรงเรียน น้องแต่งตัวเอง แค่เรารอหวีผมให้ และพอถึง 8:30 น. เราก็เดินไปส่งน้องที่โรงเรียน เอาคนเล็กไปด้วยทุกวัน ไม่ต้องขับรถเพราะ โรงเรียนอยู่ใกล้บ้าน อาหารเช้า กับอาหารกลางวันก็ไม่ต้องทำให้น้องคนโตเพราะน้องจะไปทานที่โรงเรียน พอส่งคนโตเสร็จเราก็กลับบ้านมาทำอาหารกินกับคนเล็ก เด็กบ้านนี้กินง่ายมาก ทำอะไรให้กินก็กินได้หมด พอถึงเวลาประมาณเที่ยงเราก็พาน้องคนเล็กออกไปเดินเล่น น้องก็จะหลับในรถเข็น ตื่นอีกทีก็เกือบถึงเวลาที่ต้องไปรับน้องคนโตมาจาก รร. นอกจากนี้ก็มีซักเสื้อผ้าน้องอาทิตย์ละครั้ง แต่ diapers น้องคนเล็ก ซักวันเว้นวัน แล้วต้องเอามานั่งพับ เพราะบ้านนี้ใช้แบบ reuse หน้าที่หลักๆก็จะประมาณนี้ทุกๆสัปดาห์ เราทำงานแค่จันทร์ ถึงศุกร์ วันไหนที่น้องคนโตไม่ได้ไป รร. เราก็จะพาน้องเขียนหนังสือ วาดรูประบายสี หรือทำงานประดิษฐ์เล็กๆน้อยๆ บางวันก็พาน้องทำความสะอาดบ้าน โฮสให้เราสอนน้องทำงานบ้านด้วย วันเสาร์เราก็ไปเรียนตามกฎออแพร์ซึ่งโฮสจะให้ทุนเรียน $500

ปรับตัวเข้ากับครอบครัวอเมริกันอย่างไร?

เรื่องการปรับตัวเราคิดว่าไม่มีปัญหาอะไร โฮสชอบบอกว่าให้ทำตัวเหมือนอยู่บ้านตัวเอง อยากพาเพื่อนมาบ้านก็พามาได้ มีปัญหาหรือว่าอยากได้อะไรให้บอกเขา เขาบอกว่าอยากให้เรามีความสุข แต่ส่วนตัวเราเป็นคนที่เกรงใจคนอื่นมาก ยิ่งเขาดีกับเรา เรายิ่งเกรงใจไม่กล้าเรียกร้องอะไรมาก ซึ่งเป็นสิ่งหนึ่งที่เราต้องปรับ ถ้าบอกว่าไม่ เขาก็จะไม่ตื้อเราเหมือนคนไทย บางครั้งด้วยความที่วัฒนธรรมความเป็นอยู่ต่างกัน เราก็ต้องพยายามปรับเล็กๆน้อยๆ บางครั้งเราก็จะชอบคิดไปเองว่าเขาจะพอใจในสิ่งที่เราทำไหม จะโอเคไหมที่เราทำแบบนี้ พยายามคิดบวกเข้าไว้แล้วเราจะมีความสุข เราคิดว่าไลฟ์สไตล์เรากับโฮสคล้ายๆกัน คือกินง่ายอยู่ง่าย การปรับตัวเข้าหากันเลยไม่ยากมากนัก

ส่วนเรื่องภาษา โฮสเขาเข้าใจเรา ถึงแม้เราจะพูดไม่ค่อยรู้เรื่อง แต่เขาก็พยายามตั้งใจฟังเรา จนเข้าใจกัน เราทานข้าวเย็นกับโฮสเกือบทุกวัน ยกเว้นวันที่กลับบ้านดึก บนโต๊ะอาหารเราชอบแชร์อะไรที่เกี่ยวกับประเทศไทย โดยเฉพาะอาหารไทย และโฮสเราก็เคยไปเที่ยวที่ประเทศไทยแล้วด้วย เรียกได้ว่าเป็นการเรียนรู้วัฒนธรรมของกันและกันอย่างจริงจัง และได้ใช้ภาษาตลอดเวลา

ฝากถึงเพื่อนๆที่อยากเป็นออแพร์?

เราอยากฝากถึงเพื่อนๆที่สนใจอยากมาเป็นออแพร์เหมือนเรา ให้ถามตัวเองว่าเราพร้อมรึยังที่จะเปิดรับประสบการณ์ใหม่ๆที่เราไม่สามารถหาได้จากเมืองไทย ถ้าพร้อมแล้วลงมือเลยอย่ารอเวลา เราเชื่อว่าพี่ๆทีมงานออแพร์ทุกคนยินดีให้คำแนะนำในการเตรียมตัว ให้คำปรึกษาจนถึงการใช้ชีวิตออแพร์ในอเมริกา ถึงแม้ว่าทุกอย่างที่นี่อาจจะไม่ได้ดีสมบูรณ์แบบ 100% แต่ประสบการณ์ในการใช้ชีวิตที่นี่จะสอนเราให้โตเป็นผู้ใหญ่ขึ้น เราได้เรียนรู้การเอาตัวรอด และทำให้มุมมองการใช้ชีวิตของเรากว้างขึ้นมากๆค่ะ

สอบถามโครงการออแพร์เพิ่มเติม โทร. 082-0691000

Facebooktwittermail

ออแพร์ – กล้วย อธิตยา

กล้วย อธิตยา
Au Pair in Chicago, IL
with Bohnsack Family

 

ทำไมจึงตัดสินใจเข้าร่วมโครงการออแพร์?

สวีดัด สวัสดีค่ะ ชื่อ กล้วย อายุ 24 ปี พึ่งเรียนจบจากมหาวิทยาลัยนครพนม จ. นครพนม คณะครุศาสตร์ เข้าร่วมโครงการออแพร์ได้ 4 เดือนแล้วค่ะ ที่ตัดสินใจเข้าร่วมโครงการนี้เพราะเรามีความฝันว่าอยากจะใช้ชีวิตในต่างแดน และเเน่นอนคืออเมริกา ประเทศที่หลายๆคนไฝ่ฝัน เราใช้เวลาเตรียมเอกสารเเค่เดือนเดียวเองค่ะ เก็บชั่วโมงเลี้ยงเด็กเพิ่มนิดหน่อย เพราะเราทำงานกับเด็กมาก่อนแล้ว คือฝึกสอนกับสอนพิเศษเสาร์อาทิตย์ด้วย เลยได้ชั่วโมงเลี้ยงเด็กเยอะนิดนึง ออนไลน์เเค่วันเดียวก็มีโฮสมาวิวแล้ว (เพราะช่วงนั้นโฮสกำลังหาออแพร์กันเยอะ อิอิ) ออนไลน์ 4 วัน มีโฮสมาวิว 3 ครอบครัว ครอบครัวเเรก ลูก 4 คน ครอบครัวที่สองลูก 3 คน และครอบครัวที่สามลูก 2 คน แต่เราตัดสินใจเลือกครอบครัวเเรกคือลูก 4 คน

 

เลือกโฮสแฟมิลี่อย่างไร?

มีหลายคนถามว่าทำไมรีบตัดสินใจละ เลี้ยงเด็กตั้งสี่คนเลยนะ ทำไมไม่เลือกครอบครัวที่มีเด็ก 2 หรือ 3 คน เพราะอายุน้องก็เท่าๆกันเลยค่ะ แต่ละครอบครัว ไม่มีเด็กเล็ก ซึ่งเราก็คาดหวังว่าจะไม่เลี้ยงเด็กเล็กเหมือนกัน เข้าเรื่องเลยค่ะ เราเลือกแมทช์กับครอบครัวแรกที่มีลูก 4 คน ฝาแฝดชายหญิงอายุ 7 ขวบ น้องผู้หญิงอายุ 5 ขวบ และน้องผู้ชายอายุ 3 ขวบอยู่ที่เมืองชิคาโก้ รัฐอิลลินอยส์ เราชอบโฮสพ่อแม่ ดูท่าทางใจดีและมีเหตุผลอีกอย่างคือ เขาเคยมีออแพร์มาแล้ว 4 คน เราเป็นคนที่ 5 ไม่เคยมีออแพร์คนไหนรีแมทช์ และก็มี 2 คนที่อยู่ 2 ปี นั่นก็หมายความว่า ครอบครัวนี้น่าจะดีในระดับหนึ่ง แล้วเราก็ชอบเหตุผลและวิธีการเลี้ยงลูกของโฮสแม่ด้วย (จากการคุยกับโฮสทาง Skpye และเอกสารที่โฮสแนบมาในอีเมล์) เราคิดว่าเราน่าจะได้ประสบการณ์ในการเลี้ยงเด็กของชาวต่างชาติในประเทศที่เขาพัฒนาแล้ว เพราะความฝันเราก็ยังคงอยากเป็นครูเหมือนเดิม แต่ที่เลือกเข้าร่วมโครงการออแพร์ แทนที่จะอ่านหนังสือรอสอบบรรจุรับราชการที่บ้านเรา เรามีความคิดว่าอยากพัฒนาตัวเองให้มากกว่านี้ อยากได้ประสบการณ์การใช้ชีวิตการอบรมเลี้ยงดู การเรียนการสอนของเด็กต่างชาติ รวมถึงอยากพัฒนาทักษะด้านภาษาอังกฤษของตัวเองด้วย เราจึงเลือกแมทช์กับครอบครัวนี้ ซึ่งก็เป็นไปตามที่คาดหวัง เราชอบวิธีเลี้ยงลูกของโฮสแม่มากๆ เราได้มีโอกาสสอนการบ้านน้อง ได้ไปดูการเรียนการสอนที่โรงเรียนของน้อง และกิจกรรมต่างๆที่เด็กต่างชาติเขาทำกัน เลยคิดเสียว่ามาศึกษาดูงานแล้วกันนะ

“ประสบการณ์ตกเครื่องแล้ว ตกเครื่องอีก ในอเมริกา”

ฮ่าๆๆ แต่ก็ใช่ว่าเราจะไม่มีปัญหาอะไรเลยนะคะ แต่มองว่าปัญหานั้นมีไว้ให้เราเรียนรู้ และฝึกทักษะการแก้ปัญหาด้วยตัวเอง ในส่วนของปัญหาที่เราเจอ ฮ่าๆๆๆ หัวเราะก่อนเล่า เล่าแล้วก็จะหัวเราะอีกที เราเป็นคนที่ไม่ค่อยมีความมั่นใจในตัวเอง เป็นคนเซ่อๆซ่าๆ และนี่ก็เป็นอีกเหตุผลที่เลือกอยากจะใช้ชีวิตในต่างแดน คืออยากฝึกตัวเองนั้นเอง และก็ได้ทดลองปัญหาใหญ่ตั้งแต่ยังไม่ถึงบ้านโฮสเลยค่ะ เป็นบุคคลที่ซวยมากๆ คือ ตกเครื่องบิน ตกแล้วตกอีกที่สนามบินนิวเจอร์ซีย์ก่อนบินไปชิคาโก้บ้านโฮสนั่นเอง ตกคนเดียวค่ะ เพื่อนคนอื่น 9 คนเพื่อนต่างชาติทั้งหมดได้บินหมด เหลือแค่เราคนเดียว อยู่สนามบิน3วัน2คืน กว่าจะถึงบ้านโฮส คือเรามองว่ามันเป็นปัญหาใหญ่เพราะเราพึ่งบินมาต่างประเทศครั้งเเรก แล้วเขาไม่ได้พูดภาษาเราด้วย โทรศัพท์ก็ใช้ไม่ได้ เพราะไม่มีซิม wifi ฟรีไม่มีให้เหมือนบ้านเรา เราต้องติดต่อเดินเรื่องเปลี่ยนไฟลท์ใหม่ ต้องมีสติตลอดเวลา รอฟังว่าสายการบินว่าประกาศอะไร เจอยกเลิกไฟลท์มาแล้วก็ต้องติดต่อใหม่ คือเรื่องนี้มันยาวมากๆเล่ายังไงก็ไม่จบ ฮ่าๆๆ แต่เอาเป็นว่าสุดท้ายเราก็ผ่านมันมาได้ และเราก็เชื่อว่าทุกคนถ้าเจอเหมือนเราก็ต้องผ่านไปได้เหมือนกัน เพราะสัญชาติญาณของมนุษย์ต้องเอาตัวรอดให้ได้อยู่แล้ว เพียงแต่ต้องมีสตินั่นเอง

ส่วนปัญหาอื่นๆ เมื่อมาอยู่ที่บ้านโฮส เเรกๆก็คงจะเป็นเรื่องอาหาร เพราะโฮสเราเป็นชาวอเมริกันแท้ๆ แต่ก็ต้องพยายามปรับตัว เราโชคดีที่ห้องเรามีห้องน้ำ ครัว โต๊ะทานข้าว ห้องนั่งเล่น และห้องนอน 2 ห้องไว้เผื่อมีเพื่อนมาค้างด้วย อันนี้โฮสบอกมา เราตื่นเต้นตรงที่มีครัวให้ เพราะเราชอบทำอาหาร และเป็นคนที่ทานอะไรยากด้วย พอมีครัวเราก็เลยทำอาหารทานเอง มีทานกับโฮสบ้าง ผลัดกันทำอาหารไทยอาหารอเมริกัน แรกๆทานด้วยกันบ่อย หลังๆมาก็อาทิตย์ละครั้งสองครั้ง หรือเวลาที่เราทำอาหารไทยเผื่อโฮส (แล้วแต่อารมณ์และความขยัน) อาหารบางอย่างเราก็มีซื้อเองบ้าง ถ้าเกิดโฮสไม่ซื้อมา แต่ส่วนใหญ่ก็โฮสเป็นคนซื้อ เราสามารถบอกเขาได้ถ้าอยากได้อะไรพิเศษ แต่เราไม่ค่อยบอก คือโฮสซื้อไรมาก็ทำเท่าที่โฮสซื้อมา ซึ่งเขาก็จะพยายามซื้อวัตถุดิบของเอเชียมาให้เรา อ่อ ทักษะอีกอย่างที่เราจะได้เพิ่มจากการมาเป็นออแพร์คือ ทักษะการทำอาหารค่ะ ฮ่าๆๆ อันนี้หลายคนได้แน่นอน เช่นหุงข้าวโดยไม่ใช้หม้อหุงข้าวก็จะได้ลองทำ ในส่วนของ Homesick ก็มีบ้างค่ะ ทุกคนเป็น ก็พยายามดูหนังฟังเพลง ออกไป hang out กับเพื่อนทั้งไทยทั้งต่างชาติที่เป็นออแพร์ใกล้ๆกัน ก็สนุกไปอีกแบบค่ะ

“โฮสบอกว่าภาษาเธอดีขึ้นนะ ซึ่งมันเป็นการพัฒนาภาษาด้วยธรรมชาติของมันเอง”

อ่อ!! (หลายอ่อมาก) เรื่องภาษาอันนี้ก็เป็นปัญหาเช่นกันค่ะ มาแรกๆก็ต้องปรับตัวมากหน่อย เราฟังโฮสต้องสองถึงสามครั้งขึ้นไปถึงจะเข้าใจ บางครั้งต้องเขียน คือเราพอได้ภาษาในทักษะการอ่านและเขียนอยู่บ้าง แต่ฟังและพูดนี้เรายังต้องพัฒนาอีกเยอะ พอมาอยู่ได้เดือนกว่าๆ หรือ 2 เดือนเริ่มออกไปซื้อของ สั่งอาหารด้วยตัวเอง เริ่มฟังรู้เรื่องขึ้นบ้าง โฮสบอกว่าภาษาเธอดีขึ้นนะ ซึ่งมันเป็นการพัฒนาภาษาด้วยธรรมชาติของมันเอง เพราะเราได้ใช้ทุกวัน ไม่รู้ศัพท์คำไหนคือเปิด จดไว้บ้าง คำศัพท์ใหม่ๆ เริ่มจากพูดเป็นคำ ก็ประติดประต่อเป็นวลี จากวลีก็เป็นประโยคสั้นๆง่ายๆ ศัพท์ง่ายๆ จากประโยคสั้นๆก็เริ่มยาวขึ้น ใช้คำศัพท์ใหม่ๆขึ้น พอฟังโฮสพูด หรือเด็กพูด ก็ลองออกเสียงตาม ก็จะได้สำเนียงจากเจ้าของภาษาไปด้วย โดยรวมแล้วเราคิดว่าเรามีการพัฒนาและได้ประสบการณ์เยอะพอสมควรจากการใช้ชีวิต 4 เดือนที่นี่ ชอบเมืองชิคาโก้ด้วย ตอนซัมเมอร์สวยมากๆ แต่ไม่ชอบหน้าหนาว คือมันหนาวมากๆๆๆ ทั้งลมด้วย สมแล้วที่ได้ชื่อเล่นว่า Windy City แต่คิดว่าคนอื่นอยู่ได้ เราก็ต้องอยู่ได้ ก็ต้องปรับตัวกันไป

ฝากถึงเพื่อนๆที่อยากเป็นออแพร์?

สำหรับใครที่กำลังลังเลใจ หรือกำลังมองหาโอกาสการไปใช้ชีวิตในต่างเเดน โครงการออแพร์ก็เป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่น่าสนใจมากโครงการหนึ่งนะคะ สำหรับเราแล้ว เราคิดว่าตัดสินใจไม่ผิดค่ะ หาประสบการณ์ใหม่ๆสักปีหรือสองปี แล้วกลับบ้านไปสอบบรรจุครูก็ยังไม่สาย เราแบกหนักสือสอบบรรจุมาอ่านที่นี่ด้วย ว่างจากงานน้องๆไปโรงเรียน เราอยู่บ้านคนเดียว ไม่ทำอาหาร ทำขนม ก็อ่านหนังสือค่ะ เราลงทะเบียนกับ American Learning แค่เอเจนซี่เดียวค่ะ แล้วก็ไม่ผิดหวังเลย ขอบคุณพี่ทีน่าที่เทรนการทำเอกสาร การทำวีดีโอ การสัมภาษณ์กับโฮส ตั้งแต่ลงทะเบียน แมทช์กับโฮส จนกระทั่งมาอยู่ที่อเมริกา แม้แต่ วิธีหุงข้าว วิธีทำอาหาร หรือ Homesick พี่ทีน่าก็ยังช่วยจนหาย ฮ่าๆๆ ปรึกษาได้ตลอดและตอบเร็วมาก และพี่โบว์ทั้งสองพี่โบว์ด้วยนะคะ ไม่ผิดหวังจริงๆที่เลือก American Learning ขอบพระคุณค่า 

สอบถามโครงการออแพร์เพิ่มเติม โทร. 082-0691000

Facebooktwittermail

ออแพร์ – อ้อแอ้ ปิยะพร

อ้อแอ้ ปิยะพร
Au Pair in Lake Forest, CA
with Kang Family

 

 

ทำไมจึงอยากเป็นออแพร์?

อ้อแอ้จบจาก มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่อ้อแอ้ตัดสินใจมาเป็นออแพร์อันดับแรกเพราะอยากฝึกภาษา อยากพัฒนาตัวเองในหลายๆด้าน และอยากมีโอกาสท่องเที่ยวอเมริกา แต่พอดีมีรุ่นพี่ที่มหาลัยแนะนำให้รู้จักกับโครงการออแพร์ด้วย ก็เลยเริ่มเตรียมตัว เก็บชั่วโมงเลี้ยงเด็ก เรียนขับรถ แล้วก็เรียนภาษาอังกฤษเพิ่มเติมค่ะ พอได้มาเป็นออแพร์จริง ๆ ก็ไม่ได้ยากอย่างที่คิด ตั้งใจก็พอ การเป็นออแพร์เราพักอยู่กับโฮสแฟมิลี่ เค้าก็จะคอยช่วยเราแนะนำ บอกในเรื่องที่เราไม่รู้ เพราะเรายังใหม่กับการใช้ชิวิตที่นี่มาก ทำให้รู้สึกมีความสุขกับชีวิตออแพร์ งานหลักๆคือการดูแลเด็ก หรือลูกโฮสนั่นเองค่ะ เด็กน่ารักมากค่ะ

 

ประสบการณ์การอยู่กับโฮสแฟมิลี่?

โฮสที่แอ้อยู่ด้วยเป็นลูกครึ่งไทย-ไต้หวัน สัญชาติอเมริกัน แต่ไม่ต้องกังวลเรื่องภาษาค่ะ โฮสจะพูดภาษาอังกฤษช้าและชัดเจนมาก ทำให้เราเข้าใจง่ายขึ้น อยู่ที่นี่โฮสดีมากเลยค่ะ ดูแลเราเหมือนเราเป็นน้องสาวเค้าอีกคน มีอะไรปรึกษาได้หมด คอยแนะนำและช่วยเหลือตลอด บ้านนี้เป็นบ้านที่มีความสุขกับการกินมาก ไม่แปลกที่เราจะน้ำหนักขึ้น โฮสใส่ใจเรามาก พาไปลองกินอะไรใหม่ๆที่ไม่เคยกิน จำเมนูที่เราชอบได้ คอยซื้อมาให้บ่อยๆ แอ้ดูแลเด็ก 1 คน มาตั้งแต่น้องอายุได้ 3 เดือน น้องน่ารัก เลี้ยงง่าย หน้าที่นอกจากดูแลเรื่องทั่วไปแล้ว ก็จะต้องซักเสื้อผ้าน้อง ดูในเรื่องของการเตรียมอาหารให้เด็กอ่อน ล้างขวดนม ป้อนอาหารน้อง เปลี่ยนผ้าอ้อม และเล่นกับน้องค่ะ
การใช้ชีวิตที่นี่ก็ต้องมีการปรับตัวบ้างค่ะ แต่ปรับตัวไม่ยากอะไรเลย แค่ต้องพยายามทำความเข้าใจกับสังคมและวัฒนธรรมของชาวอเมริกัน แต่แอ้ยังติดเรื่องอาหารนิดหน่อย (เพราะที่นี้อาหารจานใหญ่มาก) แล้วก็เรื่องภาษา เรื่องการฟัง การพูดบ้าง เพราะบางทีเค้าใช้ศัพท์ที่เราไม่เคยเจอ แต่สักพักเราก็จะเรียนรู้กันไป ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีมาก มาต่างประเทศคนเดียว ใช้ชีวิตอยู่ด้วยตัวเองในต่างประเทศ เที่ยวให้สนุก คุ้มสุดๆแล้วค่ะ

สอบถามโครงการออแพร์เพิ่มเติม โทร. 082-0691000

Facebooktwittermail

ออแพร์ – ปาม จรรยารักษ์

ปาม จรรยารักษ์
Au Pair in Bainbridge Island, WA
with Stratton Family

 

เราอยู่ Bainbridge Island ใกล้กับเมือง Seattle รัฐวอชิงตัน อยู่ตอนเหนือของอเมริกาค่ะ ที่นี่บรรยากาศดีมากๆ มีทะเล มีธรรมชาติที่สวยงาม และที่สำคัญที่นี่มี Starbucks สาขาแรกของโลก!!!

การเตรียมตัวเข้าร่วมโครงการออแพร์ในอเมริกา?

เรารู้จักโครงการออแพร์จากเพื่อน ตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัยปี 4 ค่ะ ก็วางแผนไว้ว่าเรียนจบแล้วจะไปออแพร์ แต่ที่บ้านไม่สนับสนุน ทำให้ต้องพับโครงการไปก่อน แต่ทุกวันก็จะคิดถึงโครงการนี้ตลอดเวลา และมุ่งมั่นว่าวันนึงเราจะต้องไปให้ได้ จนถึงวันที่เราคิดว่าเราโตเป็นผู้ใหญ่ พอที่จะรับผิดชอบตัวเองได้แล้ว ที่บ้านก็เข้าใจ และอนุญาตให้ไป

 

ตอนสมัครกับเอเจนซี่ เราอายุ 26 ปีแล้ว เรารีบดำเนินเรื่องอย่างด่วน เพราะเวลาเราเหลือน้อยมากๆ เราต้องบินเข้าอเมริกาก่อนอายุ 27 ช่วงนั้นเราทำงานประจำอยู่ และเราต้องเก็บชั่วโมงเลี้ยงเด็ก เราเลือกไปเก็บชั่วโมงเลี้ยงเด็กที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า เพราะสามารถเข้าไปวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ได้ เราทำงาน 08.30 – 16.30 น. วันจันทร์-ศุกร์ เราไปที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าก่อนไปทำงาน 1 ชั่วโมง และหลังเลิกงาน 1 ชั่วโมง จริงๆ เราอยากเก็บให้มากกว่านี้ แต่สถานเลี้ยงเด็กเค้าจำกัดเวลาเข้าไปเลี้ยง ทำให้เราเก็บได้แค่ 2 ชม.ในวันจันทร์ – ศุกร์ ส่วนวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์เราก็ไปทั้งวันเลย พอเก็บชั่วโมงครบตามที่เอเจนซี่กำหนด เราก็วางสคริปต์วิดีโอ ไม่มีคนถ่ายให้ก็ตั้งกล้องถ่ายเอง มีความตลกอยู่อย่างหนึ่ง ตอนแรกเราคิดว่าเราต้องบินเข้าอเมริกาก่อนอายุ 26 ปี 6 เดือน แล้วกว่าเราจะเก็บชั่วโมงเสร็จก็ประมาณ 26 ปี 3 เดือน แล้วเราเหลือเวลาออนไลน์อีก 1-2 เดือนเท่านั้นเอง เราเลยเร่งทำวิดีโอมากๆ แล้วช่วงนั้นกิจกรรมที่เราจำเป็นต้องทำก็เยอะมากเช่นกัน เราต้องไปสัมมนาต่างจังหวัดเราก็แบกคอม ไปนั่งตัดวิดีโอที่โรงแรมและบนรถบัส ไปเที่ยวต่างจังหวัดกับเพื่อน เราก็ตั้งกล้องถ่ายวิดีโอในโรงแรม นั่งตัดหลังจากเที่ยวเสร็จ รอขึ้นเครื่องก็เอาวิดีโอมานั่งทำ แก้สามสี่รอบกว่าพี่เอเจนซี่จะให้ผ่าน ภาษาก็ต้องฝึก คือช่วงนั้นแทบจะไม่ได้นอนเลย พอทำทุกอย่างเสร็จ รอออนไลน์ ก็คุยกับพี่คนที่ดูแลว่า หนูจะทันมั้ยคะ หนูเหลือเวลาอีก 1- 2 เดือนเท่านั้นเอง พี่เค้าเลยบอกว่าเราเข้าใจผิดนะ เราต้องบินเข้าอเมริกาก่อนอายุ 27 ไม่ใช่ 26 ปี 6 เดือน คือตอนนั้นดีใจมาก พอมองย้อนกลับมา ถ้าเราไม่เข้าใจผิดในวันนั้น เราคงไม่เร่งตัวเองขนาดนี้ ขอบคุณตัวเองที่เข้าใจผิด

การสัมภาษณ์กับ Host Family?

ช่วงรอออนไลน์เราเห็นอีเมลล์หนึ่งส่งมาว่ามี Host Family สนใจ Profile เรา และเค้าส่งเมลล์มาหาเรา เราตื่นเต้นมาก ไม่คิดว่าจะเร็วขนาดนี้ ออนไลน์ไปไม่กี่ชั่วโมงเอง มีโฮสต์มาขอ interview แล้ว เราโชคดีมากๆ ที่เลือกอเมริกันเลิร์นนิ่ง พี่คนที่ดูแลเราชื่อพี่ทีน่า พี่ทีน่าดูแลดีมากๆ ติวคำถาม คำตอบ และแนะแนวทางให้เราอย่างดี ผ่านไป 2 วันหลังจากออนไลน์ก็มี Host Family มาขอ interview อีก เราตื่นเต้นมาก โฮสต์บ้านแรกคุยแล้วไม่โอเคเท่าไหร่ ส่วนบ้านที่สองเราคุยกัน 2 ครั้งในระยะเวลาไม่ถึง 1 สัปดาห์ โฮสต์ก็ขอแมช เราดีใจมากๆ วันนั้นวันที่ 4 เมษายน 2560 เราดูตารางแมชแล้ว เราจะได้บินไปอเมริกาในวันที่ 15 พฤษภาคม 2560 ซึ่งเหลือระยะเวลาประมาณเดือนกว่าๆ เราก็โทรไปบอกที่บ้านให้เตรียมเอกสารไว้ เพื่อใช้ในการขอวีซ่า อยู่ดีๆ พี่ทีน่าที่ดูแลเราโทรมาหาเราว่า ทำไมใน Aupiar Room บอกว่าเราจะได้บินไปวันที่ 1 พ.ค. 2560 เราเลยส่งเมลล์ไปหาโฮสต์ โฮสต์บอกว่าโฮสต์แค่ถามเอเจนซี่ที่อเมริกาว่าถ้าให้เรามาก่อนเดือนพฤษภาคมได้ไหม ตกลงเค้าทำได้เหรอ โฮสต์ก็เพิ่งรู้เหมือนกัน แล้วถามว่าเราสะดวกมาไหม เราก็บอกว่าเราสะดวก ช่วงนั้นตรงกับวันสงกรานต์ ก่อนวันสงกรานต์คิวเต็มหมด และหยุดยาวหลายวัน เราเลยได้คิวสัมภาษณ์วีซ่าวันที่ 19 เม.ย. 2560 และไปอเมริกาในวันที่ 1 พ.ค. 2560 รอบนี้เราบินไปคนเดียว เป็นการไปต่างประเทศคนเดียวครั้งแรก ทุกอย่างผ่านไปด้วยดี เข้า class ที่ New Jersey เจอเพื่อนจาก 21 ชาติ เราว่าโครงการออแพร์นี่เป็นโครงการที่ดีมากๆ หายากนะที่จะได้รู้จักเพื่อนที่อยู่ห่างกันอีกซีกโลกหนึ่ง บางประเทศเราก็เพิ่งเคยได้ยินชื่อ ได้เห็นวัฒนธรรมของประเทศต่างๆ คือดีมากๆ เลยแหละ

ชีวิตออแพร์กับ Host Family?

พอมาถึงบ้านโฮสต์เรายังงงๆ อยู่ แรกๆ เราอยู่แต่บ้านเพราะไม่รู้จะออกไปไหน ไม่มีเพื่อนที่นี่ แต่โฮสต์ก็ชวนออกไปทำกิจกรรมนอกบ้าน โฮสต์น่ารักมาก ใจดีมากๆ เด็กก็น่ารัก เราเลี้ยงเด็ก 2 คน คนโตผู้หญิง 3 ขวบ คนเล็กผู้ชาย 1 ขวบ งานที่เราต้องรับผิดชอบคือ พาเด็กไปสนามเด็กเล่น/มิวเซียม และที่อื่นๆ ที่โฮสต์ต้องการ ไปส่งเด็กคนโตที่โรงเรียน พาเด็กคนเล็กเข้านอนกลางวัน ทำอาหารกลางวันและเย็นให้เด็ก แรกๆ เราก็หนักอยู่เหมือนกัน เพราะเด็กติดออแพร์คนเก่ากับพ่อแม่มาก (โฮสต์ให้ออแพร์คนเก่าอยู่สอนงานเราก่อนจบโครงการหนึ่งอาทิตย์) เราแตะตัวไม่ได้เลย ร้องไห้อย่างเดียว เราเครียดมาก ไม่รู้จะทำยังไง ก็ปรึกษาพี่ทีน่า พี่ทีน่าก็แนะแนวทางมา พอออแพร์คนเก่าเค้าออกไป เด็กก็เริ่มปรับตัวเข้าหาเรา เราก็เริ่มปรับตัวเข้าหาเด็กได้ วันหยุดเสาร์-อาทิตย์ เรานอนอยู่ก็มาเคาะเรียกเรา อยากเล่นด้วย ผ่านไปไม่ถึงนาทีก็ได้ยินเสียงโฮสต์ดุลูกว่าอย่ารบกวนเรา เรานอนอยู่ เค้าให้ความเป็นส่วนตัวเรามาก โฮสต์รู้ว่าเราชอบกินเผ็ด (จริงๆ คือไม่ได้ชอบ แต่กินให้มีรสชาติเฉยๆ แต่สำหรับคนที่นี่คือมองว่าเรากินเผ็ด) โฮสต์ก็ซื้อซอสศรีราชามาไว้บ้าน ซื้อขนมเผ็ดๆ มาให้เรากิน น่ารักมาก เรื่องประทับใจที่เรามีต่อโฮสต์มากๆ คือ เรามีเพื่อนคนญี่ปุ่นซึ่งรู้จักกันตั้งแต่อยู่ไทย เค้าเรียนที่ Seattle University เค้าไม่เคยมาเกาะที่เราอยู่ ทั้งๆ ที่แค่นั่งเฟอรี่ข้ามมา 30นาทีเอง เราก็เล่าให้โฮสต์ฟังแบบติดตลก โฮสต์บอกว่าให้ชวนเพื่อนมาบ้าน โฮสต์จะทำอาหารเย็นให้ทาน โฮสต์ใจดีมากๆ และอีกเรื่อง ตอนนั้นเราถอยรถโฮสต์ชนกล่อง มีรอยบุบนิดนึง และรอยสีถลอก เราตกใจจนทำอะไรไม่ถูก พอบอกโฮสต์ โฮสต์ก็บอกว่าไม่เป็นไร โฮสต์ก็ขับรถเฉี่ยวนู่นนี่นั่งบ่อย เรารู้สึกโชคดี ที่ได้อยู่ที่นี่ พออยู่มาได้สักเกือบสองเดือน เราก็มีเพื่อนมาจากโคลอมเบีย เพื่อนบอกว่าจะสอนภาษาสเปนให้เรา เพื่อนน่ารักมาก เราดีใจมาก ถ้าวันนั้นเราไม่กล้าทำตามความฝัน ไม่กล้าลาออกจากงาน ไม่กล้ามาอเมริกาคนเดียว เราคงไม่ได้เจออะไรดีๆ แบบนี้ ขอบคุณโครงการออแพร์ ที่ทำให้เรามีวันนี้ค่ะ

 

สอบถามโครงการออแพร์เพิ่มเติม โทร. 082-0691000

Facebooktwittermail

ออแพร์ – คุกกี้ พรสุดา

คุกกี้ พรสุดา
Au Pair in San Diego, CA
with Gdowski Family

 

สวัสดีคะ ชื่อคุกกี้ค่ะ จบจากมหาวิทยาลัยขอนแก่น ตอนนี้อาศัยอยู่ที่เมือง San Diego รัฐ California

ทำไมจึงตัดสินใจเข้าร่วมโครงการออแพร์ในอเมริกากับเรา?

คือเรียนจบเอกภาษาเยอรมัน เลยรู้จักแต่ออแพร์ของประเทศเยอรมันคะ เพิ่งรู้จักโครงการออแพร์ในอเมริกา จากบริษัท อเมริกันเลิร์นนิ่งตอนเรียนจบค่ะ อยากเรียนภาษาอังกฤษเพิ่มด้วยและเห็นว่าน่าจะได้รับประโยชน์หลายอย่างจากโครงการนี้ จึงเริ่มสมัครเข้าร่วมโครงการทันทีที่เรียนจบ แต่ยังขาดคุณสมบัติหลายข้อ เลยเริ่มจากเก็บชั่วโมงเลี้ยงเด็ก และฝึกภาษาอังกฤษไปด้วย แถมทำงานพาร์ทไทม์สองที่ กว่าจะเตรียมตัวเสร็จก็ใช้เวลาเกือบ 5 เดือน แล้วเริ่มออนไลน์ในระบบ ผ่านไป 1 สัปห์ดา มีโฮสมาสัมภาษณ์ คือครอบครัว Gdowski คุยกัน 5วัน ตอบตกลงแมทช์และเริ่มเตรียมตัวเดินทางทันที

 

ชีวิตออแพร์ในอเมริกา?

ตื่นเต้นมากเพราะไม่เคยคิดว่าตัวเองจะได้มาอาศัยอยู่ต่างประเทศ วันแรกบินมาที่ New Jersey เพื่อเขารับการอบรม3วันกับออแพจากประเทศอื่นๆ แล้วบินมาที่บ้านโฮสที่ San Diego เราเลี้ยงเด็กแฝด ชาย-หญิง อายุ 13 เดือน น้องน่ารักมากแต่ซนมากตามประสาเด็กวัยหัดเดิน โฮสมัมใจดีชอบออกไปชอปปิ้งทุกวัน อยากกินอะไรซื้อให้ทุกอย่างรวมทั้งของใช้ส่วนตัวด้วย ช่วง 2 เดือนแรกเงินเดือนแทบไม่ได้ใช้เลยทีเดียว ช่วงแรกๆก็มีปัญหาเรื่องการปรับตัว เพราะ Life Style  ต่างกับโฮสมาก อีกทั้งภาษาอังกฤษก็ไม่ดีเลย แต่โฮสเข้าใจและพยายามช่วยในเรื่องของภาษาด้วย ส่วนเรื่องเกี่ยวกับเด็กแรกๆก็มีปัญหาเพราะเราเป็นคนแปลกหน้า น้องไม่ยอมให้เราเข้าใกล้ ร้องไห้หนักมาก แต่ตอนนี้ทุกอย่างเริ่มเข้าที่เข้าทางแล้ว ส่วนเรื่องที่สำคัญคือเรื่องเที่ยว ทุกๆวันหยุดเราจะออกไปเที่ยวข้างนอกกับเพื่อนตลอด เมือง California คือเมืองที่น่าเที่ยวที่สุด เพราะอากาศดีคล้ายเมืองไทยมาก และเป็นเมืองติดทะเล ฉะนั้นเราจะออกไปเที่ยวกับเพื่อนตลอด เมืองน่าเที่ยวที่ใกล้ๆก็จะเป็น Los Angeles, Las Vegas, Grand Canyon และ San Francisco และจะมีนัดกับที่ปรึกษาและออแพร์ในพื้นที่ เดือนละ2ครั้ง เพื่อไป Meeting และทำความรู้จักกับเพื่อนที่มาใหม่ ส่วนเรื่องเรียน เราจะได้ทุน $500 จากโฮส ซึ่งก็มีมหาวิทยาลัย/วิทยาลัย หลายที่ให้เลือกเรียนคลาสที่เราสนใจ แต่เราต้องตกลงเวลาและค่าใช้จ่ายกับโฮสก่อน

สิ่งที่ได้รับจากการเข้าร่วมโครงการออแพร์?

คุ้มค่ามากที่ได้มาหาประสบการณ์ชีวิตใหม่ในประเทศอเมริกา กับโครงการออแพร์อเมริกันเลิร์นนิ่ง และภายในเวลาหนึ่งปีที่อยู่ที่นี่คงต้องเก็บเกี่ยวประสบการณ์ ภาษา วัฒนธรรม ให้ได้มากที่สุดเพื่ออนาคตของเราค่ะ

สอบถามโครงการออแพร์เพิ่มเติม โทร. 082-0691000

Facebooktwittermail

ออแพร์ – แก้ม ทิวาพร

แก้ม ทิวาพร
Au Pair in Bellevue, WA
with Moshiri Family

ตอนนี้แก้มอยู่ที่เมืองเบลวิว รัฐวอชิงตัน ซึ่งอยู่แถบทางเหนือของอเมริกา แก้มได้รู้จักโครงการออแพร์ตั้งแต่เรียนอยู่ปี5 และสนใจที่จะสมัครเข้าร่วมโครงการแต่ครอบครัวไม่เห็นด้วยจึงไม่ได้สมัคร จนกระทั่งปลายปี2559 เราก็ไปปรึกษาครอบครัวเล่ารายละเอียดทั้งหมดให้ฟังอีกครั้ง ซึ่งมันเป็นโอกาสที่จะได้พัฒนาความรู้และเพิ่มประสบการณ์ให้ตัวแก้มเองและที่สำคัญถ้าไม่เข้าร่วมโครงการในปีนี้ก็จะไม่มีสิทธิ์แล้วเพราะอายุจะเกิน จนทุกคนในครอบครัวตกลงให้เข้าร่วมโครงการ แก้มจึงสมัครเข้าร่วมโครงการ แก้มโชคดีที่แก้มไม่ต้องหาเวลาว่างไปเก็บชั่วโมงเลี้ยงเด็กเพราะแก้มเรียนจบครูมาและสอนอยู่ที่โรงเรียนกวดวิชาอยู่แล้ว จึงใช้เวลาในการเตรียมและส่งเอกสารภายใน 1 เดือน พอแก้มออนไลน์ปุ๊บก็มีโฮสเข้ามา interview แก้มออนไลน์อยู่ 30กว่าวันกับโฮส 16 ครอบครัว แล้วแก้มก็ตอบตกลงกับครอบครัว Moshiri เป็นครอบครัวที่ 15 เขามีลูก 2 คน เป็นเด็กผู้ชายอายุ13 ปีและเด็กผู้หญิงอายุ 8 ปี host mom เป็นหมอและอาจารย์พิเศษในมหาลัยวอชิงตัน ส่วน host dad เป็นรองผู้จัดการ Amazon.com

ชีวิตออแพร์ในอเมริกา?

แก้มเดินทางมาอเมริกาช่วงกลางเดือนเมษายน รู้สึกโชคดีมากที่แลือกครอบครัวนี้ เพราะโฮสใจดีและเฟรนลี่มาก ตั้งแต่วันแรกที่เจอกันที่สนามบิน ทุกคนเดินมาหาและกอดแก้ม host mom ก็ให้ช่อดอกไม้ เด็กๆก็ให้ตุ๊กตา เขาบอกว่าถ้าหนาวจะได้นอนกอด ส่วน host dad ก็ช่วยถือกระเป๋าให้ พอมาถึงบ้านประมาณสองทุ่มครึ่ง host mom ก็ทำกับข้าวเย็นให้กิน(ทุกคนกินข้าวเย็นกันหมดแล้ว เพราะที่บ้านโฮสเขาจะกินข้าวเย็นหกโมงเย็น) และวันต่อมาก็พาไปเลี้ยงต้อนรับที่ The Cheesecake Factory อาหารร้านนี้อร่อยมากๆ โดยเฉพาะชีสเค้ก

เป็นออแพร์ต้องทำอะไรบ้าง?

แก้มเริ่มทำงานวันจันทร์ ตื่นเช้ามาก็จะตรียม lunch box ให้กับน้องและเตรียมอาหารเช้าให้น้องผู้หญิง เพราะน้องผู้ชายเขาโตแล้วเขาจะทำเอง เว้นแต่วันไหนที่เขาตื่นสายแก้มก็จะเตรียมอาหารเช้าให้น้องด้วย หลังจากนั้นก็ไปส่งน้องไปโรงเรียน แล้วกลับมาทำความสะอาดเคาท์เตอร์ครัว จัดห้องนั่งเล่น กวาดพื้น จัดห้อง ซักผ้า พับผ้า และก่อนไปรับน้องก็ต้องเตรียม snack และไปรับน้องจากโรงเรียน บางวันน้องจะมี activities ถ้าวันไหนไม่มีก็พาน้องไปสวนสาธารณะ ส่วนในช่วงวันหยุดของแก้มก็จะไปเที่ยวกับเพื่อนออแพร์ต่างชาติที่เคยพักด้วยกันที่ Acadamy บ้าง เที่ยวกับเพื่อนออร์แพร์คนไทยที่อยู่รัฐเดียวกันบ้าง บางสัปดาห์โฮสก็พาเที่ยว ก็สนุกดีค่ะ

การขับรถในอเมริกา?

วันแรกที่ host dad พาไปหัดขับรถ แก้มก็ขับไปสวนเลน 2ครั้ง เพราะแก้มยังไม่ชินกับการขับรถเลนขวา(สลับด้านกัลเมืองไทย) และก็ให้แก้มขับบน high way เลย ช่วงแรกๆโฮสเครียดมาก เพราะหน้าที่หลักของแก้มคือขับรถ และโฮสจ่ายเงินให้แก้มเรียนขับรถเพิ่มอีก $4xx แต่ตอนนี้โฮสบอกขับรถได้ดีและกำลังดำเนินการสอบใบขับขี่ของที่นี่อยู่ค่ะ

สิ่งที่ได้รับจากการเข้าร่วมโครงการออแพร์?

แก้มดีใจมากๆที่เข้าร่วมโครงการนี้ เพราะทำให้แก้มได้เรียนรู้การใช้ชีวิตของคนทั้งทางด้านอารมณ์และความรู้สึกที่ทุกคนมีเหมือนกัน ขึ้นอยู่กับว่าแต่ล่ะคนจะจัดการมันอย่างไร แตกต่างเพียงแค่การใช้ภาษาในการสื่อสารเท่านั้น ได้รู้จักและพบปะกับและได้เพื่อคนใหม่ และที่สำคัญแก้มได้พัฒนาความรู้โดยเฉพาะด้านภาษา สรุปคือโครงการนี้ทำให้ชีวิตแก้มเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นค่ะ

 

สอบถามโครงการออแพร์เพิ่มเติม โทร. 082-0691000

Facebooktwittermail

ออแพร์ – มุก ณัฐรินีย์

มุก ณัฐรินีย์
Au Pair in Denver, Colorado
with Cooley Family

aupair-our-mook

สวัสดีค่ะ ชื่อ มุก เป็นออแพร์อยู่ Denver รัฐ Colorado ตอนนี้เป็นออแพร์เข้าเดือนที่ 12 และ ตอนนี้ก็ต่อสัญญาปีที่ 2 กับบ้านเดิมเรียบร้อยแล้วค่ะ

ทำไมถึงตัดสินใจเข้าร่วมโครงการ?

เหตุผลหลักในการเข้าร่วมโครงการออแพร์คือ ภาษาอังกฤษ ค่ะ มุกเรียน จบคณะวิทยาศาสตร์ สาขา เคมี มุกอยากเรียนต่อในระดับปริญญาโท-เอก มุกเป็นคนเรียนไม่เก่งแล้วการเรียนต่อนั้นส่วนใหญ่ต้องใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลักในการเรียนหนังสือส่วนใหญ่ก็เป็นภาษาอังกฤษ, การสัมนา, งานแสดงผลงานทางวิชาการหรือในการเขียนงานวิจัย มุกจึงมีความคิดที่อยากพัฒนาภาษาอังกฤษให้ดีขึ้น  คือตอนแรกที่สมัครภาษามุกแย่มากเลยค่ะ ตอนสัมภาษณ์โครงการออแพร์มุกพูดไทยบ้างอังกฤษบ้าง ด้วยความที่เรียนมาปกติก็ใช้แค่อ่านกับเขียน ในงานวิจัยซึ่งโดยปกติแล้ว Google จะเป็นคนช่วยมากกว่า และไม่ค่อยได้ฝึกพูด พอฟังได้แต่พอถึงเวลาพูดก็พูดไม่ออก มุกคิดว่าการได้ใช้ชีวิตร่วมกับเจ้าของภาษา ได้ใช้ชีวิตในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักและ ได้พูดภาษาอังกฤษทุกวันน่าจะทำให้ภาษาเราพัฒนาขี้น ประกอบกับมุกเป็นคนรักเด็กอยู่แล้วค่ะ อยู่กับเด็กแล้วรู้สึกเหมือนตัวเองได้กลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง เลยปรึกษากับครอบครัวซึ่งแม่และพ่อสนับสนุนเต็มที่ค่ะ แต่มีหลายคนไม่เห็นด้วยบอกว่าจะไปทำไม เสียเวลาในเมื่อตั้งใจจะเรียนต่อแล้วทำไมไม่รอเรียนให้จบก่อนแล้วค่อยไป ถ้าถามว่าตอนนี้เสียใจหรือเสียดายเวลาไหม มุกบอกเลยว่าไม่ค่ะ รู้สึกขอบคุณตัวเองที่กล้าตัดสินใจมาเป็นออแพร์ สำหรับมุกแล้วมุกคิดว่าการได้ใช้เวลาอยู่กับตัวเอง ได้พัก ได้เปิดประสบการณ์ใหม่ๆให้ตัวเอง ได้มองโลกในมุมใหม่ๆ ทำสิ่งใหม่ๆ ทำให้เราได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ บางครั้งมุกก็คิดว่าเป็นการพักเพื่อให้กำลังใจตัวเอง ก่อนกลับไปเรียนต่ออีกครั้ง

“มุกบอกตัวเองเสมอว่าไม่มีใครแก่เกินเรียน และโครงการออแพร์ก็ให้อะไรมุกหลายๆอย่างมากกว่าภาษาอังกฤษค่ะ

มุกได้ฝึกความอดทน การใช้ชีวิตด้วยตัวเอง รับผิดชอบตัวเองมากขึ้น  กล้าแสดงออกกล้าแสดงความคิดเห็นและกล้าตั้งคำถามมากขึ้น ซึ่งสำหรับมุกแล้วมันเป็นสิ่งที่สำคัญมากเลยค่ะ

 

ชีวิตออแแพร์เป็นอย่างไร?

มุกออนไลน์สองอาทิตย์มีบ้านนี้เข้ามาคุย ตอนแรกนึกว่าจะไม่แมชแล้ว แต่พอคุยครั้งที่สามแล้วโฮสขอแมชเลยตอบตกลง มุกรู้สึกโชคดีมากค่ะที่ได้มาอยู่กับครอบครัวนี้ โฮสทั้งสองเป็นชาวอเมริกัน มุกเป็นออแพร์คนแรก เราทั้งสองก็คอยปรับเข้าหากัน มุกคิดเสมอว่าการที่เราจะอยู่ร่วมกัน การปรับตัวเข้าหากันเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดอย่าให้เขาปรับเขาหาเราอย่างเดียว ใจเขาใจเรา

“มุกว่าเราต้องปรับตัวเยอะแล้ว แต่ทางโฮสก็ต้องปรับเยอะเหมือนกันเพราะมีสมาชิกในบ้านเพิ่ม
นอกจากลูกแล้วเขาก็ต้องมาดูแลเราอีก มีอะไรมุกก็จะพูดคุยปรึกษาตลอด
โฮสก็คอยดูแลเอาใจใส่ตลอดในทุกๆเรื่อง”

โฮสจะถามทุกวันว่าวันนี้ขาดอะไรไหม? ต้องการอะไรไหม? อาหารมีพอไหม? ถ้าบอกว่าชอบกินอะไรก็จะมีเต็มตู้ตลอด มีเทศกาลอะไรก็จะมีของขวัญให้  วันเกิดก็จัดงานเลี้ยงให้  เวลาไปเที่ยวไหนก็พาไปด้วยตลอด พาไปเล่นสกีซึ่งไม่เคยคิดว่าครั้งหนึ่งจะได้มีโอกาสได้เล่น และที่รู้สึกซาบซึ้งใจมากสุดคือตอนสงกานต์ โฮสพาไปวัดไทย ไปทำบุญสรงน้ำพระ และกลับมาเล่นสาดน้ำต่อที่บ้านคือ รู้สึกดีใจมากจริงๆที่เขาพยายามเรียนรู้วัฒนธรรมไทย โฮสจะบอกเสมอว่าอยากทำให้รู้สึกว่ามุกอยู่เหมือนบ้าน  ได้มีโอกาสได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ ทำสิ่งใหม่ๆจากโฮสเยอะเลยค่ะ ที่สำคัญโฮสจะคอยพูดคอยคุยสอนภาษาอังกฤษเสมอ มุกคิดเสมอว่าสิ่งเดียวที่มุกสามารถตอบแทนโฮสได้ดีที่สุดคือการดูแลน้องให้ดีที่สุดค่ะ สำหรับเรื่องน้อง มุกดูแลเด็ก 1 คน ตอนที่มุกมาน้อง 3 เดือน ตอนนี้น้องเข้าเดือนที่ 14 ละค่ะ น้องเลี้ยงง่ายและ น่ารักมากค่ะ  สำหรับมุกแล้วการเลี้ยงเด็กที่นี่ต่างกับที่ไทยที่มุกไปเก็บชั่วโมงมาเยอะเลยค่ะ ที่นี่โฮสจะมีตารางงานเลี้ยงน้องให้ทุกวัน น้องก็จะกิน นอน เล่นเป็นเวลา น้องแยกนอนกับพ่อแม่ตั้งแต่สามเดือนที่สำคัญคือน้องหลับสนิทตลอดคืน บอกได้เลยว่าตอนนี้ติดน้องมากค่ะ J หลายคนจะกลัวการเลี้ยงเด็กทารก กลัวอุ้มตกบ้าง ไม่ต้องกังวลค่ะ ถ้าเราได้ไปเก็บชั่วโมงก่อนมาแล้ว หลังจากแมชกับโฮสแล้วก่อนเข้าบ้านโฮสเราจะต้องเข้ารับการอบรมอีกที ทาง AupairCare จะสอนใหม่อีกทีค่ะ สำหรับเรื่องการใช้ชีวิตในบ้านโฮส ถ้าถามว่ามีเรื่องไม่พอใจกันบ้างไหม มีค่ะ ด้วยความที่ต่างภาษาต่างวัฒนธรรมมุกว่ามีแน่นอนค่ะ ขนาดเราอยู่กับพ่อแม่ พี่ น้องหรือเพื่อนยังมีเรืองไม่พอใจกันบ้างทะเลาะกันบ้าง สำหรับมุกส่วนใหญ่ของมุกที่เจอจะเป็นเรื่องความเกรงใจค่ะ เวลามีปัญหามุกจะไม่ค่อยกล้าพูดหรือกล้าบอก ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีเลยค่ะ ถ้ามีปัญหาอะไรควรบอกดีกว่าค่ะ มุกขอยกตัวอย่างของมุกนะคะ เรื่องห้องน้ำค่ะ คือน้ำในอ่างมุกไม่ไหล ด้วยความที่เราขี้เกรงใจ คิดว่าไม่เป็นไร งานเขาก็ยุ่งๆ เลยตัดสินใจว่ายังไม่บอกแต่พอมีแม่บ้านมาทำความสะอาดบ้านเขาเดินไปบอกโฮส เขาก็ไม่พอใจแล้วก็ถามว่า มีอะไรทำไมไม่บอกจะได้ซ่อมให้ อย่าทำแบบนี้อีกมีอะไรขอให้นึกถึงเขาแล้วบอกเขาก่อน มุกก็เลยขอโทษไปแล้วก็สัญญาว่าต่อไปมีปัญหาอะไรก็จะบอกเสมอ หลังจากนั้นก็ไม่มีปัญหาอีกเลยค่ะ

มุกต้องขอบคุณโครงการออแพร์ ขอบคุณ American Learning ที่เปิดโอกาส ขอบคุณพี่ๆ American Learning  ทุกคนที่มีส่วนช่วยเหลือทำให้มุกได้มีโอกาสมาหาประสบการณ์ดีๆแบบนี้โดยเฉพาะพี่เหมี่ยว (เชียงใหม่) ที่คอยผลักดันให้มุกพัฒนาภาษาอังกฤษให้ดีขึ้นก่อนมา และคอยดูแลทุกอย่าง ขอบคุณนะคะ

สอบถามโครงการออแพร์เพิ่มเติม โทร. 082-0691000

Facebooktwittermail

ออแพร์ – มายด์ สิรินภัส

มายด์ สิรินภัส
Au Pair in Sneads Ferry, North Carolina
with Reed Family

aupair-our-mine

 

สวัสดีค่ะ ชื่อ มายด์ สิรินภัส ไชยแว่นตา  อายุ 25 ปี จบจาก คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ตอนนี้มายด์เป็นออแพร์ให้กับ Reed Family อยู่ที่ Sneads Ferry,North Carolina ค่ะ

รู้จักโครงการออแพร์ได้อย่างไร?

มีวันนึงเพื่อนสนิทได้ส่งข้อมูลเกี่ยวกับโครงการออแพร์ของบริษัทอเมริกันเลิร์นนิ่งมาให้ มายด์ก็เลยได้เข้าไปศึกษาข้อมูลในเพจเฟสบุค แล้วบังเอิญว่ากำลังจะมีงานสัมมนาที่เชียงใหม่พอดี มายด์เลยลองคุยกับคุณพ่อคุณแม่ว่าจะลองเข้าไปฟังการสัมมนาดูก่อนแล้วค่อยตัดสินใจว่าจะเอายังไงต่อ พอวันสัมมนามาถึงมายด์ก็ไปเข้าร่วมฟังบรรยายซึ่งต้องบอกเลยว่าพี่ๆจากอเมริกันเลิร์นนิ่งทุกคนน่ารักและใจดีมาก ให้ความรู้เกี่ยวกับโครงการอย่างชัดเจนมากค่ะ จากการไปฟังสัมมนาวันนั้นทำให้ตัดสินใจได้ทันทีเลยว่าฉันจะไปเป็นออแพร์

 

ทำไมถึงตัดสินใจมาเป็นออแพร์ในอเมริกา?

เริ่มต้นมาจาก เมื่อปี 2014 มายด์ได้มีโอกาสเข้าร่วมโครงการ Work&Traval ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นเวลา 3 เดือน ตลอดระยะเวลา 3 เดือนที่ใช้ชีวิตอยู่ในอเมริกาคือสนุกมากค่ะ มายด์เดินทางท่องเที่ยวไปหลายเมืองหลายรัฐ แต่ก็ยังรู้สึกว่ามันยังไม่เต็มที่เลย ไม่ทันไรก็ดันหมดเวลาซะก่อน พอกลับไทยไปเรียนต่อจนจบและตั้งใจว่าจะกลับมาอเมริกาอีกครั้ง สิ่งที่ทำให้อยากกลับมาที่นี่คืออยากมาหาประสบการณ์และการใช้ชีวิตค่ะ โดยส่วนตัวมายด์เป็นคนรักเด็กมาก มายด์มีประสบการณ์การเลี้ยงเด็กจากหลานๆทั้ง3คนของมายด์มาตั้งแต่เด็กๆยังเป็นเบบี๋จนโตเลยค่ะ ด้วยความที่คลุกคลีอยู่กับแต่เด็กๆ เราก็เลยกลายเป็นคนรักเด็กไปโดยปริยาย ส่วนเรื่องภาษาถามว่าเป็นปัญหามั้ย? ไม่เป็นปัญหาค่ะ มายด์ใช้ภาษาอังกฤษค่อนข้างบ่อย พูดสื่อสารภาษาอังกฤษได้พอสมควร แต่ก็ไม่ถึงขั้นเป๊ะขนาดเจ้าของภาษาเลยนะคะ ด้วยประสบการณ์ที่สะสมมาค่อนข้างจะนานหลายปี ก็เลยทำให้ตัดสินใจที่จะเข้าร่วมโครงการได้ไม่ยากเลยค่ะ

ชีวิตออแพร์เป็นอย่างไรบ้าง?

วันแรกที่มายด์เข้ามาอยู่ที่บ้านหลังนี้รู้สึกได้ถึงการต้อนรับอย่างอบอุ่นจริงๆค่ะ เราอยู่กันเป็นเหมือนครอบครัว โฮสมายด์น่ารักและใจดีมาก เขาจะคอยสอน คอยให้คำปรึกษาตลอด ช่วยเหลือมายด์ในทุกๆเรื่องเลย รู้สึกประทับใจมาก เวลาโฮสเทคเวเคชั่นไปเที่ยวยังที่ต่างๆเขาก็จะพามายด์ไปด้วยเสมอ ถือโอกาสนี้เป็นทั้งการทำงานและก็ท่องเที่ยวไปในตัว ชีวิตประจำวันของมายด์ค่อนข้างจะเรียบง่าย เดาได้ทุกวันค่ะ เพราะว่างานเลี้ยงเบบี๋ในหนึ่งวันก็จะไม่ค่อยมีอะไรมาก ตื่นเช้ามาจัดการทำธุระส่วนตัวเสร็จ เราก็ออกไปดูแลเบบี๋ตั้งแต่ตอนเช้าจนถึงตอนเย็น นอกเหนือจากการทำงานมายด์ก็จะใช้เวลาอยู่กับโฮสทุกวันค่ะ บางวันก็ทำอาหารไทยให้โฮสทาน บางวันโฮสก็ทำอาหารอเมริกันให้มายด์ทาน ออกไปทานข้าวนอกบ้านกันบ้าง วันหยุดเสาร์อาทิตย์ก็จะออกไปมีตติ้งกับเพื่อนๆบ้าง แล้วก็จะมีวันที่มายด์ต้องไปเรียนหนังสือด้วยค่ะ มายด์ลงเรียน ESL (English as a second language) เรียนอาทิตย์ละ 2 วัน จันทร์กับพุธ ถามว่าทำงานทุกวันเอาเวลาที่ไหนไปเรียน? มายด์เรียนภาคค่ำค่ะ หลังจากทำงานเสร็จก็อาบน้ำแต่งตัวขับรถไปเรียน ถามว่าเหนื่อยมั้ยทำงานเสร็จต้องไปเรียนต่อ? ก็เหนื่อยนิดหน่อยค่ะ แต่สำหรับการเรียนภาษา ถ้าเราอยากได้เราก็ต้องไป เราไม่ไปเราก็ไม่ได้  บอกเลยว่าเรียนภาษาที่นี่เป็นประโยชน์มากถึงมากที่สุดเพราะเรียนกับเจ้าของภาษาโดยตรงเลย เราก็จะได้ทั้งสำเนียงทั้งการสื่อสารแบบการใช้ภาษาพูดอย่างอเมริกันแท้มากขึ้นเลยค่ะ ส่วนตัวคือรู้สึกชอบมากกับการเรียนการสอนที่นี่ ส่วนในเรื่องการขับรถนั้นก็ไม่ยากเลยค่ะ ที่นี่กฎหมายเข้มงวดมาก คนที่นี่ก็จะขับรถกันอย่างระมัดระวัง เคารพกฎจราจร และก็มีน้ำใจมากค่ะ

“ประสบการณ์ใหม่ๆคือสิ่งเราต้องออกตามหา
คงไม่มีอะไรยากเกินกว่าที่เราจะทำได้ ถ้าเราเชื่อมั่นในตัวเอง
มายด์เชื่อว่าการมาใช้ชีวิตอยู่ที่นี่จะทำให้เรารู้จักชีวิตและรู้จักตัวเองมากขึ้นค่ะ”

สอบถามโครงการออแพร์เพิ่มเติม โทร. 082-0691000

Facebooktwittermail