Job Fair

ตำแหน่งงาน Lifeguard ทำหน้าที่หลักๆ ก็ คือ ดูแลผู้เข้ามาใช้บริการที่สระว่ายน้ำ
และก็หน้าที่อื่นๆ เช่น ควบคุมค่า pH ของสระ, ดูแลระบบตัวกรองในห้อง pump room และรักษาความสะอาดของสระที่ดูแล
ช่วงแรกๆก็ได้ดูแลประจำสระเดียว แต่มีหลายอย่างที่ผิดพลาด ทำให้หลังจากนั้นได้มาทำความสะอาดสระส่วนมาก ซึ่งงานหนักมากๆ โดยเราไม่รู้มาก่อนเลยว่าต้องมาทำความสะอาดด้วย เลยปรึกษากับทาง supervisor โดยรวมแล้วเขาดูแล และให้ความช่วยเหลือดี เพราะอาจเป็นช่วง Covid ด้วย ระบบงานเลยอาจไม่ค่อยดีเท่าไหร่ หรือต่างจากปีอื่นๆหน่อย
ยังไงก็ตามก็ถือว่าดีที่ได้มา ได้เห็นอะไรหลายๆอย่างที่ประทับใจ แถมยังได้ฝึกภาษา ได้เพื่อนมาเยอะมาก ทั้งยังได้พูดคุยกับผู้คนที่มาใช้บริการสระอีกด้วย บอกตรงๆเลยคืองานที่มาทำในช่วงนี้เขาจัดไม่ค่อยเป็นระบบแหละ ซึ่งก็เข้าใจทางบริษัทนะ เพราะปีก่อนๆก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่พอได้คุยและปรึกษากับ manager แล้วเขาช่วยได้ดีจริงๆ เนื่องจากเรามาช่วงที่สถานการณ์ไม่ปกติ
แต่ถึงจะเป็นช่วงโควิด ก็ไม่ผิดหวังเลยที่ตัดสินใจเดินทางมา… เพราะทั้งได้ประสบการณ์การทำงานและการใช้ชีวิต



เนื่องจากไปหลังเพื่อน เลยต้องเดินทางคนเดียว ปกตินายจ้างจะเป็นคนมารับที่
เพื่อนๆร่วมบ้าน (Housemate) ก็เป็นคนที่ทำงานที่เดียวกันค่ะ เพราะมันเป็น employee housing ก็เลยไม่ค่อยกลัว เพราะไม่ใช่คนแปลกหน้า อยู่ๆก็ไปก็สนิทกันหมดเลยค่ะ เค้าเฟรนลี่มากๆ ในห้องครัวก็มี vending machine ตู้กดกาแฟฟรี ทีวี xbox โต๊ะปิงปอง อุปกรณ์ทำอหารก็ครบครัน ชอบมากกก
ถ้าอยากเข้าเมืองก็แค่นั่งรถบั

ถือเป็นงานที่คุ้มค่ามากค่ะ ทั้งในด้านประสบการณ์ และรายได้ หลายๆคนเก็บเงินกับบ้านกันได้

สวัสดีครับ ชื่อแชมป์ จะมาแชร์ประสบการณ์จากการไป Work and Travel ที่ Yellowstone Club, Montana
ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณพี่ๆ American Learning ทุกคนนะครับที่คอยช่วยเหลือ ให้คำปรึกษา และเอ็นดูพวกเราอย่างดีมาโดยตลอดตั้งแต่วันแรกที่เจอกันจนจบโครงการ ขอบคุณครับ 
เข้าเรื่องครับ (ขออนุญาตใช้คำย่อ ดังนี้ ALC = American Learning / YC = Yellowstone Club / GGI = Gallatin Gateway Inn เพื่อความสะดวกของผม) แรกเริ่มเลยจริงๆผมต้องไปทำงานอีกที่นึงที่ไม่ใช่ YC แต่เนื่องด้วยสถานการณ์ Covid-19 ทำให้โดนยกเลิกไป ตอนแรกก็เกือบจะไม่ได้ไปแล้วแต่พี่ๆ ALC ก็พยายามอัพเดทสถานการณ์ข่าวสารให้ข้อมูล คำปรึกษา แนะแนวทางเพื่อผลประโยชน์ที่เป็นธรรมที่สุดอย่างจริงใจ ไม่มีบังคับใดๆที้งสิ้น จนกระทั่งสถานการณ์เริ่มดีขึ้นและช่วยให้เราได้ไปจนได้ ก็ต้องขอชื่นชมและขอบคุณอีกครั้งครับ 🙏

และแล้วก็ได้มาที่ YC วันแรกที่มาถึง อากาศตอนนั้นดีมากๆ แดดอ่อนๆ ลมเย็นๆ Bozeman คือมองไปทางไหนก็เขียวไปหมด ที่พักที่ YC จัดให้เป็นโรงแรมที่เป็นระดับ historical นั่นก็คือที่ GGI เป็นที่พักที่บรรยากาศดีมากๆ ครบครันทุกสิ่งอย่างไม่ว่าเป็น ห้องโถงใหญ่ (โซฟาก็ใหญ่ ทีวีก็ใหญ่ ที่นี่มีแต่ใหญ่ๆจริง! มียันเปียโน), Porter house (อันนี้สถานที่โปรดเลย เป็นทั้ง kitchen, game room, cinema, karaoke มียันโต๊ะปิงปอง เวลามีปาร์ตี้ถ้าไม่ outdoor ก็ที่นี่แหละ), Laundry room, ครัวมี 2 ที่ north wing และ south wing, ห้องน้ำ, ห้องอุปกรณ์ต่างๆ ซึ่งมีให้ครบครันจริงๆ ส่วนนอกอาคารก็เป็นลานหญ้ากว้างๆเหมาะสำหรับทำกิจกรรมต่างๆ ร่มรื่นและสวยงามมากๆ มีมินิมาร์ท มีปั๊มใกล้ๆ มีร้านพิซซ่า และร้านสเต็กที่อร่อยมากๆ หลังที่พักมีสะพานแม่น้ำ Gallatin River ที่น้ำเย็นมากแต่สามารถเล่นได้ ตกปลาก็ได้
ถ้าสายออกกำลังกายก็มีถนนยาวไปจนถึงภูเขาลูกใหญ่ให้วิ่งออกกำลังกายได้ วิวสวยมากๆ แล้วก็มีสนามบาส สนามบอล สนามเด็กเล่นของโรงเรียนในชุมชนนั้นอีกด้วย วิวคือสวย ภูเขารอบทิศ เขียวไปหมด อากาศก็ดีสุดๆ สะอาดมาก คือเป็นโลเคชั่นที่ดีมากๆ เล่าถึงที่ทำงาน จะนิยามว่า YC เป็นโรงแรมก็ไม่ใช่ รีสอร์ทก็ไม่เชิง คือมันเป็นทำนองว่าหมู่บ้านพักตากอากาศของเหล่าเศรษฐีและซุปเปอร์สตาร์ที่ต้องการพักผ่อนหรือทำกิจกรรมส่วนตัวต่างๆ ซึ่งจะส่วนตัวมากๆที่นี่ และมีครบทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นสนามกอล์ฟหลายสนามมากๆ เส้นทางสำหรับเล่นสกี ก็มีหลากหลายมากๆ มีตั้งแต่สำหรับมือใหม่ จนถึงมืออาชีพที่แข่งขันเป็น tournament ส่วนคนที่ชมปีนป่ายก็มีภูเขาที่ชื่อว่า lone peak ซึ่งสวยและสูงชันมากๆท้าทายให้ต้องไปลองสักครั้ง สระว่ายน้ำ ร้านอาหารต่างๆ แถมยังมีกระเช้าลอยฟ้าสำหรับชมวิวทิวทัศน์อีกด้วย มันคือหมู่บ้านสวรรค์แล้วสำหรับผม
ส่วนเพื่อนร่วมงานก็ต้องบอกตามตรงว่าการที่เราต้องเปลียนทีมทำงานทุกวันทำให้เราได้ทำงานร่วมกับทุกคนก็ต้องมีทั้งดีบ้างและไม่ดีบ้าง ซึ่งส่วนใหญ่แล้วดี ทุกคนเต็มใจที่จะสอนเรามากๆ เขาเข้าใจเหตุผลว่าเรามาทำอะไร เพื่ออะไร เราได้แลกเปลี่ยนอะไรกันเยอะมากๆ ผมได้เพื่อนใหม่ที่ดีเยอะมากๆ พูดจริงๆไม่ได้อวยเลย ที่พูดมาทั้งหมดคือมีแต่ดีๆไม่มีข้อเสียเลย ก็คือมันเป็นแบบนี้จริงๆ ผมก็ไม่ได้คิดนะว่ามันจะดีขนาดนี้ YC คือดีมากๆ มีหยุดพาไปเที่ยว national park ตรวจโควิดประมาณ 5-6 รอบ ฟรีหมด ขนาดกักตัวก็ยังได้ค่าจ้างแถมมีอาหารให้ 3 มื้อ น้ำ นม ผลไม้ ครบ แฟร์กับเรามากจนบางทีคิดว่าแล้วมันแฟร์กับเขาไหมวะ ดีมากจริงๆ

เรื่องเงินก็ต้องบอกตรงๆว่าเรทสูงมากจนไม่มีใครหางานสอง จริงๆ J1 ที่ไปทำ YC ด้วยกันไม่มีใครทำงานสองเลย day off ก็คือใช้เงินกัน ไปเที่ยว ช้อปปิ้ง ใช้จ่ายกันมันส์ุดๆ ส่วนเรื่องเที่ยวหลังจบงานก็ได้ไปหลายที่เลยขอไม่ลงรายละเอียด แต่ประทับใจมากๆ โดยรวมก็ถือว่าเป็นความทรงจำที่ดีมากๆสำหรับผมครับ ไม่มีอะไรที่ต้องรู้สึกว่าเสียใจเลยกับการตัดสินใจมา เป็นประสบการณ์ที่คุณต้องลองด้วยตัวเองจริงๆ
ใครที่กำลังตัดสินใจหรือสนใจโครงการอยู่ ช่วงนี้โควิดระบาดก็อยากให้รอบคอบมากๆนะครับ ทักเข้ามาคุยมาปรึกษาขอข้อมูลกับพี่ๆ ALC ก่อนก็ได้ อันนี้มั่นใจได้เลยไม่มีโกง ปิดบังข้อมูล หรือบังคับกดดันใดๆทั้งสิ้น พี่ๆเขาเต็มใจที่จะคุยด้วยอยู่แล้วครับ ทำความเข้าใจกันก่อน แล้วค่อยตัดสินใจ ก็ฝากไว้เท่านี้ครับ ขอบคุณที่อ่านจนจบครับ
ดูแลสุขภาพด้วยนะครับ 

รีวิว Mount Rushmore KOA at Palmer Gulch Resort, Hill city, Black hill national park, SD
*** Housekeeping ***
Agency: American learning
Rate: $10/hour (ชม ที่40ขึ้น)
Hour: unstable hours/week
House: $60/2weeks

เราต้องขอออกตัวก่อนว่าจากรีวิวนี้ทั้งหมดมันเป็นช่วงโควิด-19 มันอาจจะไม่เหมือนปีอื่น ๆ ที่เขารีวิวมา เกริ่นก่อนว่าพ่อแม่และที่บ้านคือไม่อยากให้มามาก ๆ เพราะโควิดมันรุนแรงจริง ๆ แต่สุดท้ายตัดสินใจมาเอง เพราะหลังจากนี้คงไม่ว่างแล้ว อีกอย่างคือเราโตแล้ว เราอยากตัดสินใจเอง ยอมรับความเสี่ยงนี้ได้แหละ ก็กลัวนะ แต่คงเป็นเพราะวัยรุ่นมันเลยมีความคิดอิกแบบ เช่น โอกาส ประสบการณ์ไรงี้ปะ 55555 สุดท้ายที่บ้านก็ต้องยอม ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าพ่อแม่คุยไรกะพี่เอเจนซี เขาถึงยอมให้มา 55555
ตอนแรกเราเลือกงานที่ AZ เพราะเรทดี ทั้งบ้านและค่าแรง แต่ต้องเปลี่ยนที่เพราะโควิด เราเลยเลือก KOA ที่ SD เพราะมันเป็นแคมป์ รีสอร์ท บ้านพักไรงี้ เราแบบไม่อยากอยู่ในเมือง เราชอบอุทยาน เรทค่าแรงค่าบ้านมันก็โอเคเลย ยิ่งค่าบ้านถูกมาก ๆ (หอพัก) ตอนกักตัวเขาก็ไม่คิดค่าบ้าน มีอาหารให้บ้าง เราก็ขอให้เขาไปซื้อให้บ้างแล้วแต่เขาสะดวก จะบอกว่ากักตัวคือแห้งเหี่ยวมาก ไม่รู้จะทำไรนอกจากกินและนอน ตื่นเช้ามาดูรถม้า ออกไปเดินนอกแคมป์บ้าง นายจ้างเขาไม่ได้กักแบบจริงจังมากนะ แค่อย่าไปเดินใกล้แขก ให้อยู่หอเดียวกันได้ แค่แยกห้องนอนหรือตามที่เราสะดวก มีทั้งหมด 4 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ 1 ห้องครัว 2 ตู้เย็น ตอนแรกอยู่กัน 4 คน ตอนหลังมีพนง.มากอิก 1 คนเป็นชายแมกซิกัน-อเมริกันนิสัยดีมาก ๆ ๆ ๆ ปัญหาเรื่องภาษาเขาช่วยพวกเราได้เยอะเลย และหญิงไทยอีก 1 คนจากเจ้นอื่น

เรื่องงานนะ งานที่ทำคือ Housekeeping ตอนแรกไม่ได้อยากทำ Housekeeping เพราะรีวิวเขาบอกว่ามันเหนื่อย เออ… มันก็เหนื่อยจริง แต่มันเลือกไม่ได้ 5555 แบบว่า 3 วันแรกคือปวดเท้า แต่หลังจากนั้นก็เฉยๆ เพราะเริ่มจัดลำดับความสำคัญของงานได้ ที่นี่งาน Housekeeping คนเยอะสุด เพราะที่พักมันเยอะและมีหลายแบบตั้งแต่ lodge, cabin, tailer or camper or RV เด็กไทยปีนี้มี 4 คนจาก American Learning ตอนหลังมีผู้หญิงไทยมาจากเจ้นอื่น 1 คน (ย้ายมาได้เพราะเขาโดนคุกคามทางเพศ ***อันนี้สำคัญมาก อย่าลืมเรื่องสิทธิของเรา อย่าให้ใครมาคุกคามหรือเอาเปรียบเราได้)
เมืองที่เราไปมันก็ไม่ได้ใหญ่มากนะ แบบบังเอิญมากที่เขามาไฟท์เดียวกันกับพวกเรา 5555 กลับมาเรื่องงานต่อ… เนื่องจากคนมันน้อย หัวหน้าเลยถามเราว่าอยากได้งานเพิ่ม หรือชั่วโมงงานเพิ่มไหม พวกเราก็แน่นอน เอาซิ!!! ปกติจะเริ่มงาน 8 โมงเช้า เลิกงานประมาณ 16.30-17.00 แล้วแต่ว่าทำห้องหมดรึป่าว กลายเป็นว่า ได้งานตอนเช้าเพิ่มคือ laundry เริ่มงาน 7 โมงเช้า ส่วนเลิกงานก็แล้วแต่ว่าห้องเสร็จไหม (ส่วนมากเสร็จบ่าย 2) ถ้าเสร็จก็กลับมาทำ laundry ต่อจนถึง 5 โมงเย็น
เด็กไทยปีนี้ 5 คนได้ทำแค่ที่ lodge เท่านั้น แต่ถ้า cabin คนน้อยหรือทำไม่ทันเขาจะเรียกเราไปช่วยบ้าง cabin นี่ก็มีหลายขนาด ขนาดที่ทำคนเดียวได้ จนถึงต้องใช้ 5-6 คนทำงาน อันนี้พนง.บอกเราเองเลยว่าคนส่วนใหญ่ชอบทำ cabin เพราะเวลาทำเสร็จจะต้องขับรถไปส่งผ้า ไปเอาผ้า ไปเติมของที่ laundry นั่นแหละคือเวลาที่ได้พักเล็ก ๆ น้อย ๆ 555555 แต่ cabin ก็ไม่ได้สบายมากนะ ส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีแอร์ มันจะร้อน ๆ แถมต้องมีวิทยุติดตัวตลอด คอยฟัง คอยวิ่ง ต่างกับ lodge นี่เราเข้าห้องไหนเราเปิดแอร์กันก่อนตลอด ไม่เคยเหงื่อออกเลยจะบอกงั้นก็ได้ เวลาพักก็มีนะแต่ก็ไม่ค่อยพักหรอก ห้องมันเยอะ ต้องแบ่งห้องกันทำบวกกับรีบทำด้วย front desk จะเดินเช็คบ่อย ๆ
วิธีแอบพักของเราคือ เดินไปหา front desk เนี่ยแหละ ไปเช็คห้อง ไปคุยเล่น ไปกินกาแฟ ห้องที่ lodge มีหลายแบบเหมือนกัน ตั้งแต่ทำคนเดียวได้จนถึงห้องมโหฬารใช้เวลาหมดไป 1 ชม./2คน เป็นห้องที่ไม่อยากให้ check out เลยเพราะในห้องมันมีห้องย่อยอีก เป็น 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ 1 ห้องนั่งเล่น 1 โซนครัวแมร่ง..ใหญ่อย่างกะ cabin แต่ข้อดีงาน housekeeping มันไม่ได้มีแค่ทิปไง บางครั้งแขกเขาก็ให้อาหารเราด้วย เขาจะแยกไว้อย่างดีหรือซีนไว้ในตู้เย็นเขียนป้ายแปะเลย แต่วันไหนรีบก็เข้าห้องไปแล้วโกยทุกอย่างทิ้งหมดจ้า แต่ที่สำคัญ lodge เน้นเรื่องความสะอาด ความละเอียดและงานประณีต ทีนี้ถ้าอยากได้งานอีกก็ไปล้างห้องน้ำรวม (มันคือห้องน้ำของแขกที่มาพักแบบ small cabin หรือ RV ที่ไม่มีห้องน้ำในตัว)
ตอนแรกหัวหน้าจะขับรถไปรับ-ส่ง แต่พอผ่านไปอาทิตย์นึงเขาก็เอาเราไปเทสขับรถทั้งในแคมป์+ออกถนน (ใบขับขี่!!! มันสำคัญมากกกกก แต่ต้องเป็นแบบใหม่ แบบที่มีภาษาอังกฤษหรือ QR code ไม่ต้องไปทำใบขับขี่สากลที่ขนส่งนะ เขาไม่สนใจ+เปลืองเงิน ตอนแรกไม่ได้ทำ ทำไม่ทันเพราะโควิด เครียดมากจะไม่ได้ road trip แต่นายจ้างบอกไม่สน เราก็โอเคเลยดิ สบายใจได้) เด็กไทย 5 คน เรามีใบขับขี่คนเดียว เพราะงั้นเราเลยเป็นคนขับรถดี ๆ นี่เอง 55555 แต่มันดีนะ เราไม่ต้องเดินไปทำงาน ขับไปเอง เวลาไปไหนมันไกลไง ก็ขับไปมาได้ ขับอยู่ 3 เดือน ขับทุกวันไม่คล่องให้มันรู้ไป วัน days off ก็เข้าเมือง น้ำมันฟรี รถฟรี ไม่เคยอยู่บ้านเลยจริง ๆ พวกเด็กไทย
วันสุดท้ายของการทำงานก็คือ check out 50 ห้อง เจ้านายก็ให้เรากลับได้เพราะอีกวันมันไม่มีแขกเข้าแล้ว คือมันหมด summer ไง แต่ด้วย spirit ของเด็กไทย 555555 อยากลองทำดูถึงได้รู้ว่าทำงานเหมือนใช้หนี้มันเป็นอย่างงี้นี่เอง เสร็จอีกทีฟ้ามืด+หิมะตกด้วย เป็นคนชอบหิมะนะ อยากลองขับรถท่ามกลางหิมะดูแต่วันนั้นคือรู้เลยว่าทำไมฝรั่งถึงบอกว่ามันอันตราย ถนนลื่น ทัศนวิสัยคือติดลบไปเลย แต่ก็ดีไง ประสบการณ์ แปลกดี
เราทำงานกันทั้งหมด 6 วันต่อสัปดาห์ ทำไปซักเดือนนึง ทนไม่ไหว ขอเขาทำ 7 วันต่อสัปดาห์ เขาก็ให้นะ 555555 ทำห้องละ 2 คนบ้าง บางทีก็ทำคนเดียว ยิ่งตอนหลังพนง.น้อยลง บางครั้งก็ช่วย front desk เช็คห้อง หรือเป็น QC ให้ front desk หลัง ๆ เราก็ได้งานเพิ่มคือ…watch kids มันคืองานที่ไปนั่งเฝ้าเด็กตามเครื่องเล่น หรือสไลด์เดอ หรือไปช่วยตอนเด็กทำงานศิลปะไรงี้ ที่นี่ไม่มี lifeguard เด็กฝรั่งก็มากสอนเราพูดภาษาอังกฤษด้วยนะ แต่เด็กฝรั่งก็เกรียนจริง ๆ ยกตัวอย่าง เราให้เล่นได้ครั้งละ 10 คน เด็กก็มาบอกว่าคนเมื่อวานให้เข้าได้ 20 คน เราก็เห้ย! อย่ามาโกหก เพราะเมื่อวานแฟนเราคุมตรงนี้ เราบอกแฟนเองว่าให้แค่ 10 คน อย่างเงี้ย เกรียนปะ 55555 ขออวดว่าเคยไปช่วยเด็กที่ติดกลางสไลด์เดอ แขกก็ชมไรงี้ ปลื้มปิติ… เอออออ ลืมงาน laundry อันนี้คือทำเรื่อย ๆ เอาผ้าเข้าเครื่อง ปั่นแห้ง พับผ้า ฟอกผ้า ส่งผ้า ตอนทำงานที่ lodge หรือ cabin ถ้าเราแยกผ้าไม่ดี ทำงานถกผ้าชุ่ย ๆ เราก็จะมาเจอสิ่งที่เราหมกมันไว้หรือทำไว้อิกที พูดง่าย ๆ คือ ผ้าผืนนี้ฉันถก ฉันซัก ฉันพับ ฉันปู (ดันไปรับงานหลายตำแหน่ง 5555) อะมา
สรุปเรื่องงานนะ ทำ laundry, housekeeping, watch kids และอื่น ๆ อีก จำไม่ได้ ทำหลายงานมาก พนง.ทุกคนคือใจดีสุด ๆ ชอบทำอาหารมาแชร์กัน พวกนางชอบกะเพรากับต้มยำกุ้งมาก ๆ เลย แต่แอบน้อยใจที่ว่า เขาไม่เคยเห็นเราเป็นคนไทย เขาชอบเรียกเราว่า Chinese boy บางทีก็ Taiwanese boy พีคสุดคือคนไทยด้วยกันคิดว่าเราเป็นทอมเกาหลี อ่ะว่าไป… นายจ้างก็เอ็นดูพวกเรามาก ให้คูปองไปใช้บ้าง ให้ขนม ให้อาหารไรงี้ แต่ถ้าอยากเที่ยวก็จัดสรรเวลากันเอาเองนะ เพราะรถมีให้ น้ำมันเติมให้ตลอด ใจดีสุด ๆ
ต่อมาขอพูดถึงเจ้านาย (พ่อหมี) เขาใจดีมาก มากแบบ เหมือนพ่ออะ อยากได้ไรก็บอกเขาจะพยายามช่วย พาเราไปซื้อของในเมืองสัปดาห์แรก หลังจากนั้นเหมือนพ่อปล่อยลูกอะ อยากไปไหนก็ไปเอง อยากทำไรก็ทำซิ แต่เป็นห่วงตลอดกลัวน้ำมันหมด 55555 บ้านพักเจ้านายคืออยู่หลังหอเราเลย เขาชอบ hang out ก่อกองไฟหลังบ้าน และทุกคนจะดีใจมากถ้าเด็กไทยมาแจมด้วย แต่เราไปกันแค่อาทิตย์ละครั้ง คือไม่ไหวจริง กว่าจะถึงหอก็ 2ทุ่ม 4ทุ่ม ที่หอเราทำกับข้าวกันเอง ไปซื้อของสดและเก็บไว้ ทำอาหารทีนึงก็เผื่อ ๆ ไปเลย 3 มื้อ ทำตอนเย็น ก็เผื่อเช้าใส่ตู้เย็นไว้ เผื่อกลางวันใส่กล่องกินที่ทำงาน (อันนี้แนะนำ ไม่เสียเวลาทำงาน) บางวันเจ้านายก็ทำอาหารให้กิน คือเขาใจดีอะเอาง่าย ๆ ตัวใหญ่ ขี้เล่น ไม่ถือตัว แต่ในสถานการณ์ที่มันร้ายแรงเขาก็ปกป้องเราได้เช่นกัน 5555
พูดถึงเมือง hill city เป็นเมืองเล็ก ๆ เราขับรถไปบ่อยเวลาเลิกงานแล้วอยากหาไรกิน ขี้เกียจทำ ถ้าใครไปแนะนำให้ลองกินเบอร์เกอร์เนื้อม้า เนื้อกวาง เนื้อควายไบซัน ร้านชื่อ DINER ตรงข้ามโรงเรียนในเมืองนั้นแหละ มีโรงเรียนเดียว อร่อยจริง ส่วนของขึ้นชื่อระแวกนั้น คือ Mount Rushmore National Memorial อยู่เมือง Keystone ข้าง ๆ กันห่างไปประมาณ 6 ไมล์ ขับรถ 15 นาทีจากหน้าแคมป์ (ตอนขับรถไป คนขับและคนนั่งหน้าเท่านั้นที่จะได้เห็นหินรูปประหลาดก่อนถึง Mt Rushmore National Memorial) คือเราโชคดีมาก ๆ ที่พนง.น้อย คนเลยไม่ค่อยใช้รถ วันไหนที่ห้องน้อย ๆ งานไม่ค่อยมีเราจะรีบเลิกเร็ว ๆ ก่อนค่ำแล้วออกมาขับรถเที่ยวกัน หรือออกไปซื้อของกินของใช้ที่เมือง rapid โดยไม่ต้องมีวัน days off เลย
ขอแถมเรื่องการเช่ารถ เพราะเจ้านายบอกปีก่อนเขาเฟลกันมา ของเราคือขับรถตรงดิ่งไปถามบริษัทเช่ารถเลยว่าเราใช้บัตรไทยได้ไหม ต้องใช้อะไรบ้าง เราจองผ่านเว็บไซต์มันมีโปรตลอดทั้งค่ารถ ค่าประกัน (ซื้อไปเถอะ! มีแล้วไม่ได้ใช้ ดีกว่าจะใช้แล้วไม่มี เพราะนี่บุกป่า ฝ่าทะเลทราย หลงไปในดงภูเขาหิน ขับชนนก หลบเสาหิน 555555) ตำแหน่งรับรถง่ายสุด คือ สนามบิน ไว้ใจได้ แต่ต้องจ่ายภาษีสนามบินเพิ่ม แต่มันจะมีป้ายแปะว่าเราสามารถเข้าอุทยานของรัฐนั้น ๆ ได้ฟรีกี่วันก็แล้วแต่รัฐที่เราเช่ารถ การไปรับรถหรือคืนรถถ้าไปเร็วรถอาจจะยังไม่มาก็รอไป แต่ถ้าไปช้าต้องโทรแจ้ง เช่น ตอนนั้นเราติดหิมะ ขับออกไปไม่ได้ เราก็ต้องโทรไปแจ้งไม่งั้นทางบริษัทจะยกเลิกและไม่คืนมัดจำ คืนช้าก็เช่นกัน ไม่งั้นเสียเงินเพิ่มกันไปยาว ๆ ขอแค่มีเหตุอันสมควรเขาก็อนุโลมได้ สำหรับใครชอบขับรถเร็ว ชอบซิ่ง การขับรถที่ USA คือสวรรค์ของคุณ
เพราะ 55 mph ที่มันขึ้นป้ายนั้นมันไม่มีจริง! รถบรรทุกขับกันได้ถึง 75-80mph การหนีรถบรรทุกคือ 85-95mph ถึงจะรอด การขับรถช้าจะบอกว่าปลอดภัยก็จริง แต่เคยโดนคุณป้าฝรั่งตามมาด่า มาชูนิ้วกลางใส่ บางทีก็ขับมาจ้องหน้าเราแบบเคือง ๆ อันนี้ขำทั้งรถ (55555) อาจจะเพราะรถและถนนทำให้คนที่นั่นเขาขับกันเร็วจริง ๆ ทั้งสมรรถนะของรถที่ให้ออฟชั่นมาแบบไม่กั๊กเหมือนบ้านเราและถนนที่มีความปลอดภัย จากประสบการณ์คือการวูบเกือบหลับ แต่รอดมาได้เพราะรถ ถนน และโชคช่วยจริง ๆ แต่การพักผ่อนให้เพียงพอคือสิ่งที่สำคัญที่สุดจริง ๆ นะสำหรับทุกคนเลย
ส่วนรายได้ หรือทิป หรือโบนัส คือมันก็ไม่ได้เยอะมากเหมือนบางคนที่ไปในสถานการณ์แบบเดียวกัน แต่มันก็เพียงพอต่อการ road trip 4,000 ไมล์ 7 รัฐ 14 วัน ครอบคลุมทั้งค่าเช่ารถ ค่าน้ำมัน ค่าที่พัก ค่ากิน คือแฟนเราไม่ต้องออกเงินเลยแค่เราคนเดียวก็พอ แถมมีเงินเหลือคืนแม่ และยังมีเหลือสำหรับตัวเองด้วย แต่ทริปนี้ก็เฟลบ้างเล็กน้อยเพราะไฟป่ามันลามไปทั่วจริงๆ เสียดายตรงนี้มาก แผนเปลี่ยนไปหมด ถึงได้บอกไงว่ารีวิวนี้มันเป็นเพราะโควิด อย่าเชื่อเต็มร้อย
ถ้าให้คะแนน ขอให้ 8 /10
ขอหัก 2 คะแนนไม่ใช่เพราะงาน ไม่ใช่เพราะ KOA แน่นอน
สุดท้ายเราบอกกับตัวเองได้เลยว่า ตัดสินใจไม่ผิดที่เชื่อใจตัวเอง เราว่าเรื่องร้ายมันคือโควิด แต่เรื่องดีมันคือ “KOA”

WAT 2020 Wendy’s ,Lebanon ,New Hampshire เรท $12.5 OT $18
รายได้รวมหลังช้อปปิ้งต่างๆ รวมเที่ยวหลังจบงาน 3 เมือง 200,000 จุกกๆ
Agency: American learning
เราเป็นเกือบสุดท้ายที่ได้บินไปอเมริกา ก่อนที่วีซ่า J1 จะโดนระงับ คือตอนแรกเกือบถอดใจไม่มาเพราะว่าที่จริงเราต้องบินตั้งแต่ เดือนมีนาแต่โดนเลื่อนมาจนถึง เดือนมิถุนา เพราะสถานการณ์โควิดต่างๆ ทำไห้เริ่มรู้สึกไม่อยากไป แต่เอเจนซี่เราก็ทำงานสุดความสามารถหาไฟล์ไห้ใหม่ คอยอัพเดทสถานการณ์เรื่อยๆ เอาจริงๆพี่ๆดูแลเอาใจใส่ดีมากๆค่ะ วันบินยกกันมาส่งทั้งออฟฟิต อลังการมาก 555
Job position : Crew members แบ่งออกเป็น 3 ตำแหน่ง Sandwiches station ตำแหน่งนี้คือ เอาจริงๆทุกคนในร้านคือทำงานแทนกันได้ทุกตำแหน่ง แรกๆเราได้ไปประจำตำแหน่ง ทำ sandwich หรือ เบอร์เกอร์ คือเมนูของ เวนดี้ จะมีเยอะมาก คนที่ทำต้องจำได้ทุกingredients ที่ใส่ลงไปแต่ละเมนู ไปวันแรกคือจำได้เลย เครียดกดดัน เพราะกลัวทำผิด แล้วที่พีคกว่าที่จะต้องจำคือ ต้องทำเร็วมากๆ เพราะลูกค้าสาขานี้เยอะมากคะ เพราะทั้งไดรท์ทรู และหน้าร้าน ข้อดีของตำแหน่งทำแซนวิช คือ สนุกที่ได้ทาซอส หยิบผัก ราดชีทต่างๆ เหมือนเราเล่นเกมทำอาหารประมาณนั้น 555555
Fry station ตำแหน่งนี้ ก็จะไม่ต้องจำไรมาก จำแค่ไซต์ของกล่องที่ต้องใส่ พอ กับต้องใช้สกิลนินจาในการทำเพราะต้องทำพร้อมกัน 2 ฝั่ง ไดรท์ทรูกับ หน้าร้าน
Grilled station สำหรับตำแหน่งนี้ คือต้องใช้ ระบบการจัดการ คือเราต้องคอยดูของที่ใช้ทั้งหมดของ sandwich station ว่าหมดรึป่าวเหลือเท่าไหร่ เราต้องคอยตะโดนถามคนทำว่า เหลือเท่าไหร่บ้าง เหมือนว่าคอยซับพอร์ต product ทุกอย่างในร้าน ก็มี ทำเนื้อ เอาไก่ไปทอด ต่างๆ พอคนเยอะ ก็วุ่นวายเหมือนกันคะ ตำแหน่งนี้คือเราต้องคิดเผื่อไปเลยว่าออเดอร์จะมาอีกเท่าไหร่ ถ้าของขาดก็เราจะโดนว่าได้ เพราะเราจะไม่ไห้ลูกค้ารอเลย แล้วที่สำคัญทุกชิ้นต้องสดใหม่ ตลอดเวลา

สำหรับงานนี้ สำหรับเรื่อง Housing : เราได้ไปอยู่บ้าน น้าพิม เป็นบ้านคนไทยและเป็นเจ้าของร้านอาหารไทยค่ะ บอกเลยอยู่ที่นี่ สบายมากไม่คิดถึงอาหารไทยเลย เพราะได้ทานเกือบทุกวัน 555 ถ้าน้าพิมว่างๆก็จะ ตำส้มตำไห้กิน ในบ้านก็จะมีพี่ๆที่ทำงานร้านน้าพิมอยู่ ชั้นสอง บางทีก็มีปาร์ตี้กันบ้าง ถือว่าอบอุ่นมากค่ะ
Transportation: เมืองนี้ข้อดีคือมี บัสฟรีจ้า เดินจากบ้านไป ไม่ไกลคือระหว่างทางเป็นธรรมชาติสวยงาม เราสามารถเช็กเวลา บัส ผ่านแอฟ transit ได้สะดวกมาก ตรงเวลา

สวัสดีครับ ดิว จาก Yellowstone Club, Montana
อย่าลังเลถ้ากำลังมองหาประสบการณ์ที่แทบจะเรียกได้ว่า ครั้งหนึ่งในชีวิต ที่เราจะได้ลองทำอะไรใหม่ เจอเพื่อนใหม่ สถานที่ใหม่ ประสบการณ์ครั้งนี้อาจเปลี่ยนมุมมองการใช้ชีวิตแบบเดิมๆ ของเราไปเลย
แม้จะอยู่ในช่วงสถานการณ์ covid-19 แต่ก็ได้ตัดสินใจเดินทางต่อและได้ย้ายมาที่งาน Yellowstone Club ซึ่งนับว่าเป็นความโชคดีมากๆ ที่เลือกงานนี้และเอเจ้นนี้ พี่ๆ American learning ดูแลดีมากๆ คอยช่วยเรื่องย้ายงานและตั๋วจนสามารถเดินทางได้ภายใน 4 วัน นอกจากนั้น ตลอดเวลาที่เข้าร่วมโครงการ ก็มีการถามความเป็นอยู่ตลอดเวลา สบายใจได้เลยหากเลือกเข้าร่วมโครงการกับทาง American learning
ความประทับใจแรก เริ่มตั้งแต่วันแรกที่เดินทางไปถึงที่พัก ที่พักจะเป็นโรงแรม ซึ่งเป็น Historical Hotel ของอเมริกา ที่พักสวยและอบอุ่นมากๆ มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบทุกอย่างทั้งครัว เกมส์รูม ฟิตเนส
ซึ่งในส่วนของงานนั้น เราทำในส่วนของ Housekeeping ซึ่งที่ Yellowstone Club จะทำเป็นทีม ทีมละ 4-6 คน เพราะจะต้องทำความสะอาดบ้านทั้งหลัง งานก็มีหนักบ้าง เบาบ้าง ตามจำนวนแขกที่เข้าพัก
ที่นี่จะค่อนข้างเน้นความเป็นส่วนตัวของแขก เพราะเป็นบ้านพักตากอากาศส่วนตัวของเหล่าคนดัง นายแบบนางแบบ นักธุรกิจ หรือแม้แต่มหาเศรษฐี ซึ่งคนทั่วไปไม่สามารถมีโอกาสได้เห็น แต่เรามี 5555555 นับว่าเป็นความโชคดีอีกอย่างนึง
สำหรับงาน 2 นั้น หาได้ แต่อาจจะลำบากในการเดินทางซักหน่อย เพราะรอบรถมีจำกัด และการเดินทางไปทำงานก็กินเวลาไปพอสมควร แต่ถ้าเลือกงานนี้ รายได้จากงานแรกงานเดียวเพียงพอแน่นอน


แต่สิ่งที่ประทับใจที่สุดในงานนี้ก็คือเพื่อนร่วมงาน
ทุกคนเป็นมิตรและน่ารักมาก พูดคุย หยอกล้อ เปิดเพลงเต้นกันตอนทำงาน และที่สำคัญชมกันเก่งมาก ชมตลอดเวลา 55555 ทำให้การทำงานมีความสุขมากขึ้น
ทุกคนรู้สึกได้เลยว่า เวลา 3 เดือนนั้นผ่านไปเร็วมาก
นอกจากนั้นหลังเวลาเลิกงานก็ยังมีปาร์ตี้ร่วมกับเพื่อนต่างชาติบ่อยๆ ทำให้สนิทกันแทบจะทั้งตึก วันหยุดก็สามารถไปลอง hiking พายคายัค หรือว่ายน้ำในทะเลสาบใกล้ๆ ได้ เราโชคดีมากที่ Supervisor ใจดีพาไปบ่อยๆ คนในทีมเราสนิทกันมากๆ ถึงกับเสียน้ำตากันในตอนที่ต้องบอกลา
นอกจากนั้น หลังจบงาน เรายังสามารถเที่ยวในอเมริกาได้อีก 30 วัน
การได้ลอง Road trip ในอเมริกากับเพื่อนซักครั้งในชีวิต ได้ทำอะไรบ้าบอด้วยกัน มีทั้งความสุข ความสนุก รู้สึกเหนื่อยแต่ก็ยังยิ้มได้
เหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดมากมาย รวมกันกลายเป็นความทรงจำที่ดีมากๆ พอเรามองย้อนกลับไปก็ทำให้เรายิ้มได้
การเข้าร่วมโครงการ work and travel เป็นการเริ่มต้นที่จะได้ลองใช้ชีวิตด้วยตัวเอง ได้ลองทำและค้นหาสิ่งที่ตัวเองชอบ ไปในที่ที่อยากไป ได้เพื่อนใหม่ เรียนรู้วัฒนธรรมที่แตกต่าง การใช้ชีวิตสุดเหวี่ยงไม่ได้มีแค่ในซีรีย์
เพราะฉะนั้นอย่าลังเลที่จะเลือกเข้าร่วมโครงการนี้ มาลองใช้ชีวิตในอเมริกาดูซักครั้ง

lifeguard, premier aquatics, Alexandria ,VA
Agency :American learning Rate : 10 ot 15 (ชม ที่40ขึ้น)
Hour : 50-60 hours/week
House : ฟรี (ปีนี้)
ตอนแรกดูไว้หลายโครงการมาก ว่าจะทำอะไรดี แต่เลือกงานไว้ในใจแล้วว่าอยากทำ lifeguard only เพราะเป็นงานในฝัน แล้วที่ไทยไม่มีงานนี้มากนัก เลยอยากสานฝันตัวเอง ตอนมาก็ไม่เลือกงานอื่นเลย
ตรงดิ่งมาที่ lifeguard ,premier aquatics ที่เดียว คนเดียวเลยจ้า เพราะดูรีวิวแล้วมีเงินดี พาไปเที่ยว มีlifeguard olympicน่าสนุกมาก อยากลอง เลยเลือกที่นี้เท่านั้น
ด้วยความที่มีโควิดเป็นเหตุไม่คาดฝัน ทำให้ตอนแรกยกเลิกที่จะไปแล้ว แล้วมานอนคิดหลายตลบมากว่า Now or never ก็เลยอยากYolo เพราะนี้ก็ปี4แล้ว
ถ้าไม่ไปตอนนี้คือยากแล้วนะ + เลยเวลาที่เริ่มงานแล้ว จริงๆต้องไปตั้งแต่เดือน5 แต่ตอนตัดสินใจจะไปคือทางนายจ้างยื่นข้อเสนอ บ้านฟรี มีโบนัสให้ เลยลองคำนวณดูก็น่าจะคุ้ม เลยตัดสินใจทำประกัน แล้วขอต่อสัญญาพี่alcก็ให้ ละจองบินเลย รู้ก่อนบินอาทิตย์นึงมั้ง 555 ฉุกละหุกมาก (โชคดีที่ทางบ้านอนุญาต)

เรื่องโรคกลัวไหม ก็กลัวแต่ไม่ได้วิตกขนาดนั้น แต่ป้องกันตัวเองสุดฤทธิ์ เรื่องvisa ก็โชคดี ไม่มีปัญหาไร ผ่านง่ายมาก ผ่านก่อนสถานทูตปิดอาทิตย์เดียวเองมั้ง รอดดดด ขนาด ตม เมกายังเเซวว่ามาได้ไง แต่ก็ไม่ติดอะไร ผ่านฉลุย
ไปถึง นอนคืนเดียว คืนต่อมาเริ่มงานเลย เพราะเราไปเลทมากแล้ว มีsupervisor มารับถึงสนามบิน ระหว่างทางคุยไปเรื่อย ละแทบช็อกที่ซุปบอกว่าปีนี้คงไม่มีlifeguard olympic เพราะมีlifeguard8คนเท่านั้น ปกติ500กว่า เลยเซ็งจัด 555
ไปถึงบ้านฟรีก็ไม่ได้คาดหวังมากแต่พอไปเห็น กว้างมาก ฟิตเนส สระว่ายน้ำ ห้องกว้างใหญ่อยู่กัน3คนเท่านั้น ที่พักเป็นapartment อารมณ์condoบ้านเราอะ พอเริ่มงาน ซุปก็น่ารักมาก หล่อมากด้วย มาสอนงานวันแรกวันเดียวแล้วก็ไป ต้องหัวไวนิดนึง
เเต่เขามาตรวจงานเรื่อยๆทุกวีคนะ เราได้เป็นsingle guard ประจำสระคนเดียว ทำให้ไม่ค่อยมีเพื่อนร่วมงาน ตอนแรกก็เอ้ะ จะได้ใช้ภาษาไหมน้า สรุปได้ใช้ตอนแขกมาเล่นน้ำนี้แหละ แล้วเป็นสระในapartment ที่เดียวกับที่อยู่เราเลย ไม่ต้องเดินทางไกล แขกที่มาใช้ก็หน้าเดิมๆคุ้นหน้าคุ้นตา อยู่เดือนแรกๆ เหงาจัง ไม่มีใครให้คุยเลยไปๆมาๆ เม้าส์กับแขกยับ เรื่อง เศรษฐกิจ เอย ทรัมป์ เงินเดือน งาน ประวัติศาสตร์เมกา เรื่องหมา แมว คุยหมด ทำให้เราได้ใช้ภาษาขึ้นมากจากจุดนี้ บวกกับเมท เรามีเมทไทยคนและตุรกีคน เม้าส์กันทุกคืน เหมือนอัดอั้น นี้แหละทำให้ได้ใช้ภาษา แถมยังได้เรียนรู้ภาษาตุรกี วัฒนธรรมแปลกๆ ได้กินอาหารตุรกีที่เมททำอยู่บ่อยๆด้วย

และแล้ววันนี้ก็มาถึง วันที่ฉันเป็นlifeguardเต็มตัว มีคนจมน้ำ เป็นเด็ก สระตื้น4feet ใครจะไปคิดว่าจะมีคนจมมมมม
บัวได้โดดไปsave เด็กถึง3ครั้ง เชียวนะ ระทึกมากๆ
เพื่อนlifeguardคนอื่นแทบไม่เคยได้โดดเลย
เนื้องานหลักๆก็แอบเบื่อแหละ
เฝ้าคนเล่นน้ำ
ตรวจph chorine
ดูปั๊มน้ำ flow rate ให้ปกติไหม
ถ้าไม่มีคน ฝนตกก็นอนเล่น สบายๆ ไม่มีงานไหนชิวไปกว่านี้แล้วเด้อ
เรื่องเงินก็ไม่ได้กำไรมาก เพราะทำแค่2เดือนเอง แต่คืนทุนอยู่นะ ได้เที่ยวด้วย
บอกเลยว่าคุ้มอะ ความพิเศษของงานนี้ที่ฉันปลื้ม ตรงนายจ้าง ตั้งแต่headจนsupervisor น่ารักกับเรามากๆ มีปัญหาช่วยตลอด มีโบนัสให้ พาไปเที่ยวปีนเขา ล่องเรือเฟอรี่ ฟรี บัสปีนี้ก็วิ่งฟรี เพราะโควิด จักรยานซุปก็เอามือสองมาให้ยืม ก็ฟรีอีก
งานนี้ตารางเวลาทำงานชัดเจนแน่นอน ชมแน่นๆ เพราะคนปีนี้มาน้อยมาก เสียดายอย่างเดียวที่ไม่ได้ join lifeguard olympic เหมือนปีอื่นๆ ถ้าได้คงสนุกมาก
เมืองก็ใกล้ dc มากรถไฟ 40 นาทีถึง แต่ด้วยความโควิดเราก็ไม่กล้าไปเที่ยวกลางคืน hang out มาก ทำให้มีเพื่อนน้อย แต่ด้วยความเพื่อนน้อย ทำให้เราสนิทกันมาก ช่วยเหลือกันทุกอย่าง เหมือน 2เ ดือนนี้เป็นช่วงเวลาแห่งมิตรภาพเลย
อยากขอบคุณตัวเองที่ตัดสินใจมา เพราะครั้งนึงในชีวิต อยากขอบคุณพี่ American learning ทั้งทีมที่ช่วยเดินเอกสาร อะไรต่างๆ ให้คำปรึกษา ตั๋วเครื่องบิน วันเริ่มงานที่เปลี่ยนไปมา เพราะตารางบินไม่แน่นอนในยุคโควิด มันใหม่ สำหรับทุกคน ทั้งเราและพี่และนายจ้าง แต่ก็อดทนและผ่านมาด้วยดี
จากคนไม่เคยทำอาหารก็ทำเป็น ทำจนอร่อย เพราะต้องทำกินเอง ใช้ชีวิตเอง ซักผ้า อบผ้า ทำความสะอาด แต่ปกติที่ไทยก็ทำเองหมดเลยไม่ค่อยต่างเท่าไร แต่ที่ต่างคือได้ skill listening กับ speaking มาก มันบีบ มันบีบให้เราต้องใช้ เพราะไม่มีเพื่อนคนไทยให้เกาะ 555
อยู่คนเดียวไม่พูดก็ไม่ได้ นี้แหละ ปีนี่จะว่าแย่ก็ไม่ทั้งหมด เพราะเป็นปีประวัติศาสตร์ว่า เออ ฉันมา work ยุคโควิดเลยนะ ฟิลปีอื่นๆที่มาเที่ยวปกติก็ไม่ได้ฟิลแบบนี้นะ รู้ว่าเสี่ยงแต่คงต้องขอลอง โดยรวมคือพอใจมากนะ เต็ม10 ให้8.5 ไปเลยจ้า


WAT 2020 ที่อเมริกา!! สำหรับเราปีนี้ บอกได้เลยว่าเป็นปีที่ลำบากมากถึงมากที่สุด หรือเรียกง่ายๆว่า “WAT รุ่น Covid – 19” นั่นเอง
แต่ในความโชคร้ายนั้นก็ยังมีความโชคดีอยู่บ้าง ก่อนอื่นเลยที่เราตัดสินใจมากับเอเจนซี่ American Learning เพราะว่าเราทักไปสอบถามข้อมูลกับทุกๆเอเจนซี่ แต่!!พี่ๆALC เป็นเอเจนซี่แรกที่โทรมาหาเรา ให้เราคำปรึกษาเราทุก พอได้มาจริงๆแล้วไม่ผิดหวังเลยที่เราเลือกมากับเอเจนซี่นี้ พี่ๆดูแลดีมากกกกก จำชื่อน้องๆได้ทุกคน ตอนอยู่อเมริกาก็โทรมาถามเราตลอดว่าเป็นยังไงบ้าง โทรไปร้องไห้กับเอเจนซี่บ้าง พี่ๆดูแลเหมือนน้องตัวเองจริงๆ 🙂

Wendy’s, Lebanon, New Hampshire ขอเล่าไปตั้งแต่ตอนก่อนเลือกงานเลย เราสนใจงานนี้ตั้งแต่ตอนที่พี่ๆมา Meet UP แล้วเพราะดูจากโลโก้งานแล้วน่าทำมากรูปผู้หญิงแบ้วๆ เรทดี โลเคชั่นดี ค่าบ้านโอเค แต่จะบอกว่าเป็นงานที่หนักที่สุดดดด!!
ยิ่งผู้หญิงตัวเล็กๆแบบเราที่ต้องมายกถุงเฟร้นฟรายที่หนักเกือบ 1kg ต้องขัดเตาเฟร้นฟรายที่ยังร้อนๆ ตอนทำงานช่วงแรกๆเครียดมากเพราะกลัวทอดเฟร้นฟรายไม่ทัน แต่หลังๆมาคือ ชิลมากเพราะเริ่มแฮปปี้กับงานที่ทำ เราเริ่มชินกับมันสามารถจัดการกับมันได้ ทุกคนในที่ทำงานเฟรนลี่มากได้ใช้ภาษาแน่นอน 100%
ช่วง 2 เดือนหลังได้เปลี่ยนไปทำตำแหน่ง Packing ที่ Drive through ตำแหน่งนี้คือสนุกมากสำหรับเรา ต้องเอาของแต่ละสเตชั่นมาแพคใส่ถุงให้ลูกค้า ถือว่าเป็นตำแหน่งที่สบายเลยทีเดียว แต่ถึงจะงานหนัก ชั่วโมงงานก็หนักเช่นกันค่ะและแลกกับสิ่งที่ได้มาคือ เงินที่หนักเช่นกัน55555 (ปล. ถ้าใครคิดจะทำงาน2 ก็ขอให้คิดดีๆนะคะ สำหรับเรางานแรกก็ต้องร้องขอวันออฟเพิ่มแล้ว555)
สำหรับเรื่อง Housing และการใช้ชีวิตในเมือง จะบอกเลยว่านี่ถือว่าเป็นเรื่องดีๆ ในความโชคร้ายของเรา คุณป้าเจ้าของบ้านเป็นคนไทยแล้วก็เป็นเจ้าของร้านอาหารไทยค่ะ อาหารไทยมีไม่เคยขาด ไม่มีการคิดถึงอาหารไทยใดๆทั้งนั้น
ยิ่งถ้าใครที่สายส้มตำต้องบอกเลยว่า บ้านนี้ส้มตำแซ่บมาก! ในบ้านก็จะมีพี่ๆเชฟคนไทยอยู่ชั้นสองค่ะ พี่ๆทุกคนดูแลเราอย่างดีเหมือนได้พี่สาวพี่ชายเพิ่มเลยทีเดียว ได้ไปเที่ยวหลายๆที่ในช่วง Day off ปาร์ตี้ก็ถือว่าหนักเลย555
พูดในการใช้ชีวิตใน Lebanon, NH อย่างที่ทุกคนรู้ดีว่ารัฐนี้ No Sale Tax, Free Bus ทั้งเมือง ผู้คนดี nice มากกก เป็นเมืองที่สงบ มีความปลอดภัยสูง ถ้าใครที่ชอบแนวธรรมชาติแล้วสงบแนะนำเมืองนี้เลยค่ะ
สำหรับการมา WAT ครั้งนี้ถ้าไม่คิดเรื่องค่าใช้จ่ายต่างๆแล้ว เราบอกเลยว่าคุ้มมากกกกกกกกก ได้ประสบการณ์ที่หาที่ไทยไม่ได้ ได้มิตรภาพดีๆกลับไป ทำให้ตัวเราโตขึ้นในอีกขั้น มีความทรงจำที่ดีที่เกิดขึ้น ได้ทำในสิ่งที่เราไม่เคยทำและที่สำคัญได้ฝึกภาษาแน่นอนค่ะ
อย่างที่เด็กWAT ทุกคนรู้กันว่าถ้าใครที่มาที่อเมริกาแล้วต้องอยากมาอีกแน่นอน I will be back, USA!!

สวัสดีครับ บูมจาก Zion Lodge, Utah
ถ้าอยากใช้ชีวิต อยากมาใช้เวลากับตัวเองและทำความรู้จักกับคนอื่น ทั้งคนท้องถิ่น เพื่อนที่มาด้วยกันหรือเพื่อนต่างชาติ โดยที่การใช้ชีวิตแบบที่เคยเป็นจะถูกเปลี่ยนไปมาก เราแนะนำZion nationalpark lodge
จากวันแรกที่เราลังเลระหว่าง Grand canyon กับ Zion lodge เราจะไปที่ไหนดี สุดท้ายก็ได้มาลงที่ Zion (เพราะมีความธรรมชาติมากกว่า) Housekeeping $9.25/hr – $13.87/ot
– $13.5 housing and 3meals สำหรับคนที่ชอบธรรมชาติจริงๆแบบไม่คิดไปเองจะตกหลุมรักมากเลย
วันที่บินเราบินเดี่ยว โดยมีเพื่อนตามมาหลังจากนั้นประมาณ1อาทิตย์ อาการของเราตอนที่เข้าเขตอุทยาน มันว้าว! จนแบบเราไม่รู้ว่าจะต้องถ่ายรูปตรงไหนก่อนดี แล้วไม่รู้จะชื่นชมอะไรระหว่าง สิ่งที่ตาเห็นหรือสิ่งที่มันทำให้หัวใจเราถูกเติมเต็ม(เชื่อแล้วจ้าว่าธรรมชาติจริงๆ) กิจกรรมมีให้ทำมากมาย เช่น เดินเขาเป็น10ลูกๆก็ได้, ว่ายน้ำ, น้ำตก, ล่องแก่ง, ปีนเขา, และอื่นๆ
ถึงแม้เหตุการณ์ช่วงที่ไปอาจจะไม่ดีนัก ทำให้รุ่นCovid-19 อย่างเราที่ต้องหยุดงานไป2เดือนเต็ม ระหว่างนั้นมันก็มีที่จะเบื่อบ้าง เปื่อยบ้าง
แต่สุดท้ายเวลาตรงนั้นที่เรารู้สึกเหมือนว่าขาดกลับถูกเติมให้เต็ม ความคิดต่างๆไหลเข้ามาให้เราได้ทบทวน ว่าการมาไกลถึงอีกฟากหนึ่งของโลก เป็นการมาเอาประสบการณ์อย่างปากว่าจริงหรือเปล่า ถ้าใช่ ไม่ว่าจะเจอปัญหาอะไร ให้แก้ในสิ่งที่สามารถ ให้ยอมรับกับสิ่งที่เกินมือเรา นั่นแหละคือประสบการณ์ชั้นดี ในมุมมองของเรา
สุดท้าย ฝาก Facebook fanpage : Leave Teen Out ของน้องบูมด้วยนะคะ 😀

สวัสดีค่าวันนี้มารีวิว Work & Travel 2020
Work with Covid-19 555555555555
Agency : American Learning
ที่เลือกเอเจนซี่นี้เพราะมีคนรู้จักแนะนำมาว่าพี่ๆดูแลดีเอกสารเร็ว แล้วประจวบเหมาะกับพี่ๆมาทำการแนะนำงานพร้อมวัดระดับภาษาที่เชียงใหม่พอดีเลยตัดสินใจที่จะไปกับเอเจนซี่นี้!
อีกทั้งตัวเราเองไม่ได้เป็นคนเก่งภาษาอะไรก่อนจะสัมภาษณ์วีซ่าพี่ๆก็ให้ความช่วยเหลือซ้อมสัมภาษณ์เป็นภาษาอังกฤษ555555555 และพี่ขึ้นมาเชียงใหม่เอาเอกสารมานั่งรอสัมภาษณ์วีซ่าเป็นวันๆไม่มีบ่นเลย เป็นที่พึ่งทางใจได้ดีแบบสุดๆ วันเดินทางพี่ๆก็มาส่งถึงสนามบินเลย

งานที่เราเลือกคือ Zion National Park
ตอนลงงานคือ ไม่สามารถระบุตำแหน่งได้คือจะเป็นพนักงานพนักงานในรีสอร์ต พอมาถึงเราได้ได้รับตำแหน่ง Café Attendant
พอมาถึงก็ได้เทรนงาน3วันแล้วปาร์คก็ปิด เพราะสถานการณ์ของโควิด55555555555 แต่ทางXanterra ก็ไม่ทิ้งเราให้เราอยู่ฟรีกินฟรีตลอดเวลาเกือบ2เดือนที่เว้นว่าง
พี่ๆอเมริกันเลิร์นนิ่งก็ไม่เคยทิ้ง ทักมาถามความเป็นอยู่ตลอด ระว่างที่ว่างเราก็สามารถไป hiking รอบๆปาร์คได้อย่างสบายใจเพราะไม่มีใครเลย มันคือสวนหลังบ้านของพวกเรา555555ปาร์ตี้กับเพื่อนๆชาวเอวาดอที่ติดอยู่กับที่นี้เหมือนกันเกือบทุกวัน
ผ่านไปเกือบ2เดือน ได้เริ่มกลับมาทำงานในคาเฟ่ พร้อมทั้งให้พนักงานทุกคนใส่แมสตลอดเวลาที่ออกมาข้างนอก
ส่วนตัวได้ทำทั้งตำแหน่ง ในครัวเป็นหลัก แคชเชียร์ในวันที่แคชเชียร์หลักหยุด อีกทั้งไปทำOvertime ที่Housekeeping มีทำงาน13วันติด
Paycheck ออกมาได้เกือบ1000$ หลังเกือบกันเลยทีเดียวแต่น้ำตาคือไหล5555555
รวมๆคือชอบZionมากๆ ปกติไม่ได้เป็นคนสายธรรมชาติมากเท่าไหร่แต่พอได้มาอยู่คือ หลงรักที่นี้มากกกกกกก คนที่นี้ก็คือดีมากๆๆๆๆๆ พนักงานทุกคนใส่ใจกันทักทายกันตลอด ไม่ผิดหวังที่เลือกมาที่นี้และมากับพี่อเมริกันเลิร์นนิ่ง เพราะพวกพี่เร็วสุดทำอะไรรวดเร็วส่งพวกหนูมาเร็วอีกถ้ามาช้ากว่านี้ก็คงไม่ทันได้มาที่นี้แน่ๆ


Work and Travel 2020
Position : cafe attendant
Location : Zion national park , Utah
Agency(Thailand) : American Learning
Agency(USA) : Janus
Rate : $9.25/hr (32-40 hour/week)
Housing : $13.5 per day + meal
บอกก่อนว่าเริ่มต้นเพื่อนเป็นคนแนะนำเอเจนซี่นี้ให้เรารู้จัก และเราก็ไปอ่านรีวิวต่างๆมาโอเคเอาเป็นว่าเราก็เริ่มต้นโทรไปถามข้อมูลต่างๆ และก็สัมภาษณ์ ทำตามขั้นตอนต่างๆเรียบร้อย ตื่นเต้นกว่าวันขึ้นเครื่องบินคือวันสัมภาษณ์วีซ่าเมกา เพราะจากการเสพข่าว อ่านรีวิวเนี่ยแหละ! เด็กตกสัมไม่น้อยแถมเราไม่ได้เป็นคนที่เก่งภาษา แล้วเรามีปัญหาเรื่องเอกสารช่วงก่อนสัมวีซ่า พี่เขาก็จัดการให้หมดทุกอย่าง รวมถึงตั๋วเครื่องบินด้วย วางแพลนแล้วก็ส่งให้พี่เขาจัดการให้ทุกอย่าง
เริ่มต้นออกเดินทาง เป็นวันที่จะได้ออกไปเจออะไรใหม่ๆเราตื่นเต้นมาก การเดินทางของเราไม่มีปัญหาอะไรเพราะไปกับเพื่อนๆในเจ้นเดียวกันซึ่งมารู้จักกัน ณ วันนั้นเลย แต่เป็นช่วงโควิดพอดี เหมือนเป็นช่วงทะลุมิติ ถึงเมกาปุ้ปยอดพุ่งปั้ปแต่เราก็ไม่ถอย
วิวระหว่างการเดินทางก่อนถึงปาร์คสวยงามมาก ช่วงที่เราเดินทางถึงเป็นช่วงสปริง(กลางมีนา) สวยแบบต้องไปเห็นด้วยตาตัวเอง แล้วก็ได้เข้าพัก เราทำงานได้ 3 วัน เทรนด์งาน (แต่ได้ตังนะ) แล้วปาร์คก็มีกำหนดปิด เพราะโควิด! ณ ตอนนั้นคือบอกตรงๆว่าใจเสียมาก คิดลบมากเพราะสถานการณ์โควิดที่อเมริกาไม่ดีเอาซะเลย! เราหยุดงานไปเต็มๆเกือบ 2 เดือน แต่ปาร์คมีนโยบายชดเชยเงินให้เรา แถมได้อยู่ฟรีกินฟรี เอาจริงๆมันก็ไม่ได้แย่ และในระหว่างที่ปาร์คปิด เราก็ได้ไปในหลายๆที่ มีทั้งไปกันเองกับเพื่อนคนไทย ไปกับเพื่อนเอวาดอร์
อย่างเดินเขา เราไปเดินมา 5 ที่คือ
– Angel landing
– Sand bench
– Emerald pool loop
– Belly of the dragon
– The narrow


และยังมีไป park อื่น อย่าง cedar มีได้ไปล่องแก่ง คือไปแต่ที่เที่ยวธรรมชาติทั้งนั้นเลยก็ถือว่าเป็นการดีท็อก ธรรมชาติบำบัด พักผ่อนไปในตัว มีดื่มกับเพื่อนเอวาดอร์บ้างบางโอกาส แต่เราไม่ใช่สายดื่มก็ไม่ได้ไปบ่อย เอาจริงในความโชคร้าย(โควิด)แต่เราก็มีความโชคดีมากที่เราได้มาเจอเพื่อนๆคนไทยอีก 7 คนที่zion ทำให้ช่วงเวลาที่หยุดงานยาวในแต่ละวันไม่น่าเบื่อ เพราะจะมีทำอาหารทานกันเองบ้าง ย่างเนื้อทานกันบ้าง สกิลทำอาหารเพื่อนๆคือสุด ส่วนเรานั้นติดลบก็ได้แต่อาศัยเพื่อนๆไป555 ส่วนเรื่องอินเตอร์เนตที่เวลาเราอ่านรีวิวzionแล้วต้องเจอความโด่งดังเรื่องความช้า555 คือขอบอกว่าเป็นเรื่องจริง แต่เราจะบอกว่าสัญญาณไม่ได้ช้าไปหมดซะทีเดียว อยู่ที่ว่าเราอยู่หอไหน หรือตำแหน่งไหนในปาร์ค


พอวันที่ 21 พ.ค.63 งานเปิดปาร์คเปิด ก็เข้าสู่โหมดปกติ ตำแหน่งและเวลาเข้างานเลิกงานในคาเฟ่แล้วแต่เมเนอเจอร์จัดตารางให้ ว่าสัปดาห์นี้ใครทำอะไร จะเปลี่ยนทุกสัปดาห์ เราเคยทำตำแหน่ง cook ,expo และก็ prep cook จะมีอีก 2 ตน.คือ runner (อันนี้เพิ่มมาช่วงโควิด เป็นแบบ take away ส่งอาหารให้ลูกค้านำไปทานนอกร้านคาเฟ่ ซึ่งrunnerเราเคยไปช่วยบางโอกาส) และตน.แคชเชียร์ (อันนี้มีเพื่อนคนไทย2คนที่ได้ทำสลับ) ถ้าถามถึงเรื่องภาษา เราคิดว่าทุกตน.ต้องใช้ภาษาหมดเพราะคนในคาเฟ่ก็เป็นคนเมกา จะมีก็เห็นจะเป็นตน.แคชเชียร์ที่ต้องเก่งภาษาหน่อย ใครที่ไม่ได้ภาษาไม่ต้องกลัวเลยเราก็ไม่ได้เก่งภาษา ชม.งานก็ให้ตามที่บอกไว้ บางสัปดาห์เราขยันเราก็ขอไปทำเพิ่ม เป็น housekeeping เขาก็ให้ ตอนแรกก็ไม่คิดว่าเขาจะให้ชั่วโมงงานเพิ่ม ผู้จัดการzionใจดีมาก จบงานวันสุดท้ายซุปเปอร์ไวเซอร์ก็เลี้ยงพิซซ่าส่งเราเด็กไทย คือทุกคนใจดีมากๆ ป้าที่ทำงานด้วยกันก็ให้ของฝากกลับมา เรื่องบางเรื่องมันก็เหนือความคาดหมายมาก ไม่คิดว่าจะเจออะไรแบบนี้
พอจบงานเราก็ไปเที่ยวกันต่อ เอาเงินจากเพย์เช็คไปขึ้น รู้สึกเราจะได้ 2300 ดอลอันนี้คือเงินที่ได้จากการทำงานเดือนนิดๆ ไม่รวมเพย์เช็คก่อนหน้าที่ชดเชยให้จากการที่ปาร์คปิด บางทีเราก็คิดว่าถ้าได้ทำงานเต็มๆอาจจะได้เงินเยอะมากๆ แต่เราก็จะไม่ได้เที่ยวในหลายๆที่แบบนี้ ถ้าถามว่าถ้ารู้แบบนี้ว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นยังจะยังตัดสินใจมาอยู่มั้ย เรายอมรับว่าตอนปาร์คประกาศปิดแรกๆเราคิดลบมาก
ตอนแรกคิดว่าตัดสินใจผิด แต่ตอนนี้ถ้าใครมาถามเราบอกได้เลยว่า ถ้ารู้เราก็ยังตัดสินใจที่จะไป เพราะการไป WAT ครั้งนี้ทำให้เราได้มิตรภาพเพิ่ม ได้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่าง วัฒนธรรม ประสบการณ์ ทำให้ได้รู้จักตัวเองมากขึ้นด้วย ทำให้รู้จักการปรับตัว จากคนที่ไม่เคยออกจากเซฟโซนของตัวเอง ถึงจะขาดทุนเรื่องเงิน แต่ประสบการณ์คือที่สุดแล้ว

สวัสดีครับ ผมชื่อ ธนา หรือชื่อเล่นว่า แซม เป็นชื่อเล่นที่ง่ายต่อการเรียกในอเมริกามากกกครับ ซึ่งผมได้ทำงานที่ Zion Lodge เมืองSpringdale รัฐUtah ปี2020 ช่วงSpring เป็นปีที่ขอเรียกว่า’รุ่นโควิด19’นะครับ ไปช่วงที่โรคโควิดกำลังเริ่มระบาดเลยครับ 555 ถามว่าไปยากใหมตอนผมไปปัญหาโควิด19ยังไม่รุนแรงมากจึงไปได้สบายๆเลยครับ

งั้นมาเข้าเรื่องกันว่าผมไปทำอะไรในZion Lodge ในZion National Park
ผมได้ทำงานในCafe ตำแหน่ง Cashier ครับ แต่4วันก่อนที่ผมจะมาเป็น Cashierเนี้ย ผมก็ได้ทำตำแหน่งอื่นๆ เช่น ทำเบอเกอร์ในครัว ชงกาแฟ เรียงโอเดอร์ ไปเก็บถาดและทิ้งขยะครับ การฝึกงานนั้นรวบรัดมากๆในเวลาเพียงแค่4วันพอเริ่มปรับตัวได้ ก็ได้เจอกับข่าวร้ายว่าสวนฯจะถูกปิดจึงได้เข้าสู่ช่วงกักตัว2เดือนยาวๆเลยละครับ
ในช่วง2เดือนก็ได้ทำความรู้จักกับเพื่อนๆที่ทำงานทั้งหลายโดยไปเที่ยวHiking(เดินเขา) ไปShopping เล่นกีฬาทำให้ได้เพิ่มทักษะภาษาอังกฤษและได้ย้ายห้องไปอยู่ห้องเดี่ยวแบบว่าได้อยู่ห้องพักสุดสบาย 1เดือนเต็มๆ(ห้องแบบกระทอมของลูกค้าเพราะเรื่องของSocial Distancing)และเที่ยวในสวนธรรมชาติแบบส่วนตัวแบบไร้นักท่องเที้ยวเรียกได้ว่ายึดสวนเลยครับ
ป.ล.Wifi ที่นี่ช้ามากๆช้าสุดๆสำหรับไครที่ติดSocial คงต้องไปห้องสมุดในเมืองSpringที่มีเน็ตลื่นๆแรงๆโดยการนั่งรถหรือรถบัสไปหรือไปเข้าร้านค้าร้านอาหารแทนก็ได้

พอได้เริ่มทำงานในเดือนมิถุนายนเดือนสุดท้ายก็ได้ตำแหน่ง Cashierมาโดยไม่คาดฝัน เป็นต่ำแหน่งที่ต้องพูดคุยกับลูกค้าที่มาสั่งอาหาร ทอนเงินและได้เจอกับโอเดอร์อาหารนอกเมนูในบางครั้ง เช่นสั่งชีสย่าง (Grilled Cheese) ซึ่งไม่มีในเมนูและต้องคิดราคาแบบอื่นแทนโดยใช้อาหารที่มีราคาใกล้เคียงกับสิ่งที่ลูกค้าสั่งแทน เรียกได้ว่า ‘ของที่ไม่มีในเมนูเราก็ทำขายได้ 555’
เนื่องจากโรคโควิด19 ทำให้ร้านคาเฟ่ต้องเปลี่ยนแปลงระบบการสั่งอาหารของลูกค้าจากเดิมลูกค้าเดินเข้ามาสั่งและรับอาหารภายในร้าน ไปสู่การสั่งอาหารภายนอกร้านโดยการสั่งจากประตูข้างร้านและรับอาหารที่ประตูหน้าร้านแทน และลูกค้าที่มาสั่งจะต้องมีการเว้นระยะห่าง(Social distancing) อีกด้วย
ในการไปทำงานนั้นคุณสามารถเดินไปทำงานได้ใช้เวลาไม่เกิน10นาทีในการเดินจากที่พักหรือปั่นจักรยานไปก็ได้โดยใช้เวลาไม่เกิน5นาทีแล้วแต่จะเลือกเลยครับแบบว่าที่ทำงานมันใกล้มากๆ…
เนื่องจากระยะเวลาเหลือ1เดือนทำให้มีรายได้น้อยกว่าที่คิดไว้แต่ก็เป็นประสบการณ์ที่ดีครับ
…
สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณพี่ๆAmerican learning และ สปอนเซอร์ Janusที่คอยช่วยเหลือตั้งแต่ต้นจนจบงานครับ ขอบคุณครับ

ก่อนอื่นเลยก็ต้องเกริ่นก่อนว่าทำไมถึงสนใจที่ไปศึกษาต่อที่ต่างประเทศและทำไมถึงต้องเป็นประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งหลายๆ คนคงคิดเหมือนกันว่าสักครั้งหนึ่งก็อยากจะได้ไปสัมผัสและใช้ชีวิตการท่องเที่ยวในประเทศนี้ แต่เราจะไปยังไงและจะเอาชีวิตรอดได้ไหม เลยเป็นเหตุผลที่อยากจะเอาเรื่องราวของตัวเองกับประสบการณ์การโลดแล่นกับโครงการต่างๆ ที่เคยไปและประสบการณ์การเรียนและใช้ชีวิตในอเมริกา
เมื่อสมัยตอนเรียนมหาวิทยาลัยได้รู้จักโครงการ Work and Travel ตั้งแต่อยู่ปี 2 แต่โครงการนี้ก็ต้องใช้เงินค่อนข้างสูงและที่บ้านไม่ได้ร่ำรวย พ่อแม่ก็ไม่ได้สนับสนุนโครงการอะไรแบบนี้ อยากให้เรียนจบแล้วไปหางานทำมากกว่า แต่ส่วนตัวมองว่ามันคือโอกาสครั้งสุดท้ายที่จะได้ไปจึงทำงานเก็บเงินเพื่อว่าจะได้ไม่รบกวนพ่อแม่และสุดท้ายก็ได้คุยกับที่บ้านถึงเหตุผลต่างๆ จนเราได้มีโอกาสไปตอนที่เรียนจบปี 4 และได้ไปที่เมือง St. Louis รัฐ Missouri ระยะเวลาประมาณ 4 เดือน ได้ทำงานในโรงแรมในส่วนของ Food and Beverage and Cuisine ซึ่งถือเป็นโอกาสที่ดีและสนุกมาก จากคนที่ได้ภาษาอังกฤษแบบงูๆ ปลาๆ ก็ได้ฝึกฝนทักษะภาษาจากการทำงาน ใช้ทั้งภาษากายและภาษาใบ้ทุกทางในการสื่อสารในตอนนั้นเพราะเพื่อนร่วมงานส่วนมากเป็นคนผิวสีเกือบทั้งหมดยิ่งเพิ่มความยากเข้าไปอีก และยังรวมถึงการปรับตัวในสภาพแวดล้อมต่างๆ การกิน วัฒนธรรมและเรื่องอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่สนุกมากๆ หลังจากกลับมาที่ประเทศไทยก็มานั่งคิดว่าเราเรียนภาษาอังกฤษมาตั้งแต่เด็กทำไมถึงพูดสื่อสารไม่ได้เลยในชีวิตจริง นี่จึงเป็นเหตุผลหลักที่อยากจะฝึกฝนภาษาให้ได้มากและใช้ได้จริง
หลังจากที่ทำงานไปเพื่อเก็บเงินและหาประสบการณ์ก็ได้มีโอกาสรู้จักกับโครงการ Internship ซึ่งโครงการนี้ดีที่ว่าระยะเวลาในการอาศัยอยู่นั้นคือ 1 ปี จึงสนใจและสมัครเข้าร่วมโครงการ และผ่านสัมภาษณ์งาน รวมถึงขั้นตอนต่างๆ จนได้ไปใช้ชีวิตในอเมริกาเป็นครั้งที่ 2 ที่ร้าน OSHA Restaurant เมือง San Francisco รัฐ California เป็นระยะเวลา 1 ปีที่ทำงานและได้ฝึกทักษะการใช้ภาษาแต่ไม่ได้เรียนแบบจริงจังเพราะโครงการนี้เน้นไปทำงานหาประสบการณ์มากกว่าเรียน จึงเริ่มศึกษาว่ามันมีโครงการใดบ้างที่จะสามารถมาเรียนได้ที่นี่ จากการสอบถามและหาข้อมูลจึงสนใจอยากจะมาเรียนต่อปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจที่นี่ แต่สิ่งที่คิดคือจะยากไหม จะเรียนได้ไหม คำถามต่างๆ ผุดเข้ามาในหัวมากมายจึงใช้เวลาในการตัดสินใจระยะนึง และในที่สุดก็เลือกที่จะมาเรียนโรงเรียนภาษาเพื่อปรับตัวในทุกๆ เรื่องและการเตรียมพร้อมและหาข้อมูลในการศึกษาต่อในระดับปริญญาโท
เริ่มต้นชีวิตการเป็นนักเรียนในอเมริกาจากเรื่องภาษาอังกฤษซึ่งเป็นตัวแปรหลัก ดังนั้นเราจึงตัดสินใจเริ่มจากการเรียนภาษาที่อเมริกาก่อน เราเลือกโรงเรียนระดับกลาง ไม่แพงไป และเลือกโรงเรียนที่เดินทางสะดวก ใกล้ที่พัก จึงตัดสินใจเลือกที่ ELI และสิ่งที่ต้องเตรียมตัวเลยก็คือการฝึกภาษามาให้ได้มากที่สุดทั้งก่อนมาและเมื่อมาถึงแล้ว เพราะถ้าเรามาแล้วมาสอบวัดระดับภาษาได้ระดับที่ต่ำมาก เราจะต้องเสียเวลาในการเรียนมากขึ้นและแน่นอนเสียเงินเพิ่มด้วยกว่าจะได้เรียนในเลเวลที่เราจะเอาไปสอบเข้ามหาวิทยาลัยคงใช้เวลานานเกินไป
เราใช้เวลาในการเรียนที่โรงเรียนภาษานี้เป็นเวลาปีกว่าๆ จึงได้ไปลองสอบข้อสอบของมหาวิทยาลัย 2 แห่ง ซึ่งใช้คะแนนสูงมากถ้าไม่อยากไปเรียนปรับพื้นฐานอีก 1-2 ปี มันหมายถึงต้องไปเสียเงินและเสียเวลาขึ้นไปอีก สุดท้ายจึงตัดสินใจเรียนภาษาจนจบคอร์สแล้วก็เลือกสอบตรงเข้ามหาวิทยาลัยโดยตรง ต้องบอกก่อนเลยว่าที่เมืองซานฟรานซิสโกนี้มีมหาวิทยาลัยชั้นนำอยู่หลายที่แต่ก็มีเงื่อนไขในการเข้าเรียนเยอะและมีมาตราฐานที่สูงมากๆ เช่น UC Berkley, Stanford University, UC San Francisco จึงเป็นได้แค่มหาวิทยาลัยในฝัน (ฮ่าๆ) เราจึงมามองหามหาวิทยาลัยเอกชน เช่น Business School หรือ City College แทน และส่วนตัวอยากเรียนต่อยอดด้านบริหารด้วย ซึ่งตัวเลือกอย่างหลังนี้เป็นทางเลือกที่ดีทีเดียวด้วยมาตราฐานที่เอื้อมถึงและคะแนนที่ใช้ไม่สูงมากและมีสายที่เราอยากเรียนโดยตรง พวกกลุ่มแรกที่เป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำนั้นใช้ TOEFL สูงถึง 110 จาก 120 แต่ทางเลือกที่ 2 นั้นใช้แค่ไม่เกิน 80 ซึ่งก็ถือว่ายากมากแล้วสำหรับเรา แต่สุดท้ายเราก็ใช้คะแนน TOEFL ไม่ถึง 80 แต่มาขอสอบตรงกับมหาวิทยาลัยประกอบกัน (บอกไว้เป็นความรู้ว่าบางมหาวิทยาลัยไม่เอา TOEFL ที่สอบจากไทย ต้องมาสอบเอาที่นี่เท่านั้นด้วย) เรายื่นสมัครไป 2 ที่ ที่แรกคือ Golden Gate University ซึ่งคะแนนสอบออกมาไม่ถึงเกณฑ์การรับสมัคร เขาจึงยื่นข้อเสนอให้เราเรียนภาษาเพิ่มซึ่งค่าเทอมแพงมากกกกกก (ก.ไก่หลายๆ ตัว) และต้องเรียนเพิ่มเติมหลายตัวซึ่งบางตัวไม่สามารถโอนหน่วยกิตจากปริญญาตรีมาได้ เราจึงได้ตัดสินใจเลือกเรียนที่ Lincoln University ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่งที่เราสามารถเทียบโอนหน่วยกิตบางตัวจากระดับปริญญาตรีและไม่ต้องเรียนปรับพื้นฐานภาษาเพิ่ม
หมายเหตุ: ต้องบอกก่อนนะครับว่ามหาวิทยาลัยแต่ละแห่งมีเงื่อนไขที่แตกต่างกันตามมาตรฐานของเขา อย่างที่เรากล่าวไว้ข้างต้นถ้าเรามีกำลัง มีความสามารถ ก็ลุยเลยเลือกได้ตามกำลังและความสามารถ เราเป็นนักเรียนต่างชาติซึ่งต้องจ่ายค่าเทอมในราคาที่แพงกว่านักเรียนที่มีสัญชาติอเมริกัน ยกเว้นได้ทุนการศึกษาจากมหาวิทยาลัย ส่วนตัวแล้วเราเลือกตามกำลังความสามารถและกำลังเงินที่เราไหวและจะได้ไม่เป็นภาระในอนาคต เพราะนอกจากค่าเทอมแล้วยังมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ อีกมากมาย ทั้งค่าเช่าที่แสนจะแพง ค่าเดินทาง ค่ากิน ค่าหนังสือและอุปกรณ์ต่างๆ อีกมากมาย ผมเทียบง่ายๆ เรื่องค่าเทอมให้ดูครับ มหาวิทยาลัยดังๆ ค่าเทอมอยู่ที่ $80,000-$100,00++ ซึ่งไม่รวมค่าอื่นอีกเลยตัดไปก่อนเลย ส่วนมหาวิทยาลัยรองๆ ก็อยู่ที่ $40,000-$50,000 มหาวิทยาลัยอื่นๆ ก็ $30,000-$40,000 เนื่องด้วยค่าครองชีพที่ซานฟรานซิสโกนั้นสูงมากๆ (อย่างที่ทุกคนทราบกัน) ด้วยเราจึงต้องคำนึงถึงค่าใช้จ่ายอื่นๆ ในอนาคตประกอบกันเข้าไปด้วย
อีกหนึ่งคำถามที่ถามบ่อยๆ ว่าทำไมไม่เลือกไปเรียนที่รัฐอื่นที่ค่าเทอมถูกกว่าแล้วอาจจะได้เรียนในระดับ State University ด้วย แต่เราชอบและเคยใช้ชีวิตที่ซานฟรานซิสโกมาก่อนเลยอยากอยู่ที่นี่เพราะจากที่เคยไปอยู่มาหลายๆ เมืองในอเมริการู้สึกว่ามันไม่ใช่ตัวเอง มันต้องเดินทางไกล แล้วอีกอย่างเมืองนี้มีอะไรให้ทำมากมาย มีโอกาสจากการเห็นอะไรที่หลากหลาย โอกาสในการได้เจอผู้คนหลากหลายเชื้อชาติ บ้านเมืองสวยงาม เดินทางสะดวกและอากาศที่เย็นสบายตลอดทั้งปี (ไม่ร้อนและหนาวจัดจนเกินไป) จึงทำให้เราเลือกที่นี่ และในท้ายที่สุดนี้อยากจะเป็นกำลังใจให้คนที่อยากจะมาเรียน มาศึกษาต่อที่อเมริกานะครับว่าโอกาสมันมีแต่ก็ต้องใช้ความพยายามความตั้งใจด้วยหลายๆ อย่างประกอบกัน ถ้าน้องๆ คนไหนสนใจข้อมูลส่วนไหน ทั้งเรื่องเรียน เรื่องความเป็นอยู่หรือการท่องเที่ยว ก็ยินดีให้คำแนะนำนะครับ
สุดท้ายนี้ขอขอบคุณพี่ๆ American Learning ด้วยนะครับที่คอยช่วยให้คำปรึกษาและผลักดันรวมถึงช่วยฝึกภาษาและอีกหลายๆ อย่างจนทำให้เรามาถึงจุดนี้ได้ เราร่วมโครงการ Work and Travel, Internship และสมัครมาเรียนภาษากับที่นี่และได้รับคำแนะนำคำปรึกษาดีๆ จากพี่ๆ ทุกคน ^,^
โทร. 094-4190044 (ตาล), 081-5660008 (ออม)
Line ID: alc98
อีเมล์: [email protected]
บริษัท อเมริกัน เลิร์นนิ่ง จำกัด
เลขที่ 408/161 อาคารพหลโยธินเพลส ชั้น 39
แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
เปิดทำการวันอังคาร-เสาร์ เวลา 09.30-18.30 น.

